ร่มเย็นเหมือนดังอยู่ใต้ร่มโพธิ์ร่มไทร ในพระพุทธศาสนา โบสถ์ปรกโพธิ์ วัดบางกุ้ง สมุทรสงคราม

โบสถ์ปรกโพธิ์ วัดบางกุ้ง สมุทรสงคราม

ดังอัศจรรย์แห่งธรรมชาติ… ใต้ร่มโพธิ์และร่มไทรนั้นคือ โบสถ์อันศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่สมัยอยุธยามาสัมผัสความร่มเย็นด้วยส่วนลึกของหัวใจ เมื่อได้กราบไหว้หลวงพ่อดำในโบสถ์ปรกโพธิ์

หากมาที่วัดบางกุ้งแล้วละก็ หากไม่สังเกตให้ดี คุณอาจไม่รู้เลยว่าภายใต้รากและใบหนาของต้นโพธิ์คือพระอุโบสถสมัยกรุงศรีอยุธยาอันเก่าแก่ที่ดูช่าง
น่าพิศวง ราวกับว่าธรรมชาติได้เข้าช่วยค้ำยันเสริมโครงสร้างโบสถ์เก่าแก่หลังนี้ ให้เข้มแข็งและผ่านกาลเวลามาได้จนทุกวันนี้ ไม่เพียงแต่ความมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติที่เข้าแทรกตัวเป็นหนึ่งเดียวกันกับศาสนสถานเพียงเท่านั้น โบสถ์ที่ได้รับฉายาตามรูปลักษณ์โบสถ์ปรกโพธิ์ แห่งวัดบางกุ้งนี้ ยังเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อดำ หรือ พระพุทธนิลมณี พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวสมุทรสงคราม และท้องถิ่นใกล้เคียงในด้านของพุทธคุณความศักดิ์สิทธิ์

โบสถ์ปรกโพธิ์ วัดบางกุ้ง ถือเป็น unseen in Thailand อีกแห่งหนึ่งเนื่องด้วยความแปลกของโบสถ์ที่ถูกปกคลุมไปด้วยต้นโพธิ์ซึ่งนับว่าหาดูได้ยาก จึงทำให้วัดบางกุ้งเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นในหมู่นักท่องเที่ยว และเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องเดินทางมาเยี่ยมชมและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธ์แห่งนี้
ในทุกครั้งที่เดินทางมาเยือนจังหวัดสมุทรสงคราม นอกจากความแปลกประหลาด ของโบสถ์ที่ถูกปกคลุมไปด้วยต้นโพธิ์แล้ว ภายในวัดปรกโพธิ์ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ อีกหลายอย่าง อาทิรูปปั้นแสดงศิลปะการต่อสู้ของไทยในสมัยโบราณ ทำให้เราได้ทราบถึงรูปแบบการต่อสู้ต่างๆของไทยเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีภาพเขียนฝาผนัง สมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติอีกด้วย

เชื่อกันว่าหากผู้ใดได้เข้ามาสักการะหลวงพ่อดำในโบสถ์ปรกโพธิ์แห่งนี้แล้ว บารมีของท่านจะช่วยปกปักรักษาให้ชีวิตมีความร่มเย็นเป็นสุข และแคล้วคลาดจากปวงภัย สามารถเอาชนะอุปสรรคได้ทุกประการ ร่มไม้ใบหนาที่ให้ความร่มเย็นภายในโบสถ์ปรกโพธิ์ ยังช่วยสร้างความสงบสุขทางใจได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ผู้ที่มาเยือนวัดบางกุ้ง ยังถือว่าได้มาเยือนค่ายรบโบราณที่สำคัญ เพราะวัดแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งค่ายรบสมัยอยุธยาที่เรียกกันว่าค่ายบางกุ้ง และยังเป็นสถานที่ซึ่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงใช้ตั้งค่ายเพื่อรบกับข้าศึกจนมีชัยอีกด้วย

อร่อยประจำถิ่น

  • มาสมุทรสงครามทั้งที ต้องไม่พลาดรายการอาหารทะเลสดๆ โดยเฉพาะที่ดอนหอยหลอด มีร้านอาหารทะเลหลายร้านให้เลือกลิ้มลอง โดยเฉพาะเมนูเด็ดขึ้นชื่อ คือ หอยหลอดผัดฉ่ารสชาติจัดจ้าน

รู้ก่อนเดินทาง

  • มาถึงวัดบางกุ้งแล้วอย่าลืมแวะชมวังมัจฉาด้านหน้าวัด มีปลาสวายตัวโต และปลาชนิดต่างๆมากมาย
Posted under Unseen in Thailand, ภาคกลาง by ndesigns on Thursday 24 December 2009 at 2:16 am

ขอพรองค์พระนอน ให้สมดังปราถนา วัดสะตือ พระนครศรีอยุธยา

วัดสะตือ พระนครศรีอยุธยา

เสียงครื้นเครงของแตรวง จากผู้มาบนบานศาลกล่าวขอพรจากวัดสะตือ มักดังกึกก้องอยู่สม่ำเสมอ นั่นเพราะความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระ ที่ชาวบ้านนิยมาขอพระเพื่อความสุขสมหวังในชีวิต

อาจไม่ค่อยคุ้นชื่อกันนักสำหรับวัดสะตือ อำเภอท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา เพราะวัดนี้แทบไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในแผนที่ท่องเที่ยว แต่สำหรับชาวบ้านเมืองกรุงเก่าแล้วเชื่อว่าทุกคนรู้จักวัดนี้เป็นอย่างดี เพราะชื่อเสียงอันโด่งดังขององค์พระนอน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ หรือ พระนอนใหญ่ ใครก็ได้มากราบนมัสการมักสมปราถนาตามสิ่งที่ฝัน

วัดสะตือเป็นวัดที่มีชื่อเสียงอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางไสยยาสน์ (พระนอน) ซึ่งมีความยาวที่สุดในประเทศไทย ซึ่งพระพุทธรูปนี้ สมเด็จพระพุธาจารย์โต ได้ดำริให้สร้างขึ้นเมื่อปี 2413 ความจริงแล้ววัดสะตือนี้ชื่อเดิมคือวัดท่างาม แต่มาเปลี่ยนแปลงภายหลังเป็นวัดสะตือ

พระนอนใหญ่องค์นี้ สมเด็จพระพุทธาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้ทรงสร้างไว้เป็นอนุสรณ์เมื่อปี พ.ศ.2413 ที่วัดสะตือ เดิมทีวัดนี้ชื่อว่า วัดท่างาม สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอุยธยา ภายหลังเปลี่ยนเป็นวัดสะตือ เพราะมีสะตือใหญ่ขึ้นอยู่ริมฝั่งน้ำตรงหน้าวัด สะตือจึงเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงสภาพแวดล้อมในอดีต ความร่มรื่นของวัด มักทำให้ผู้มาเยือนได้สงบจิตใจในคราวเดียวกัน นอกจากการเข้ามากราบนมัสการขอพรจากพระนอนใหญ่ และเมื่อใดที่มีผู้สมปราถนา คุณจะได้เห็นขบวนรำกลองยาวรอบองค์พระ อันเป็นภาพที่ชินตาในยามมาเยี่ยมเยือนวัดสะตือ แห่งนี้

วัดสะตือเป็นวัดเก่าแก่และมีชื่อเสียงไม่เพียงแค่ภายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเท่านั้น แต่ยังเป้นที่เลื่อมใสสักการะของชาวไทยพุธทั่วประเทศ ในแต่ละวันจะมีผู้ที่เดินทางมาสักการะพระนอนและหลวงพ่อโตเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันหยุด เสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ จนในปัจจุบันทำให้วัดสะตือมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าวัดอื่นๆในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

อร่อยประจำถิ่น

  • บริเวณวัดมีขนมไทยหลากหลายจำหน่าย แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือ ร้านทองม้วนสายทอง ซึ่งทำทองม้วนกันสดๆม้วนกันให้เห็น ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนเสียเหลือเกิน
  • ร้านกินลูกเดียว ร้านแบบชาวบ้านธรรมดา แต่อาหารอร่อย อาหารขึ้นชื่อ กุ้งเผาตัวโตๆ น้ำจิ้มรสเด็ด ส้มตำกุ้งสด เสิร์ฟพร้อมกับขนมจีนไข่ต้ม ปลาช่อนทอดราดสมุนไพร ผัดไทยไร้เส้น ไปทางท่าเรือ พอถึงทางแยกไปนครหลวงก็เลี้ยวขวาเข้าไปเรื่อยๆประมาณ 3 กิโลเมตร ร้านจะอยู่หัวมุมโค้งถนนทางขวามือ
  • ร้านลุงม้วน ถนนนครหลวง ท่าเรือ ตลาดใหม่เหนือวัดโตนด แนะนำปลาริมแม่น้ำ อร่อยทุกจาน

รู้ก่อนเดินทาง

  • ว่ากันว่าหากไปบนบานศาลกล่าวด้วยขนมจีนและไข่ต้มจะสมหวังดังใจนึก
Posted under Unseen in Thailand, ภาคกลาง by ndesigns on Monday 21 December 2009 at 2:15 am

งามล้ำปราสาทนครวัด ในเมืองกรุงเก่า วัดไชยวัฒนาราม พระนครศรีอยุธยา

วัดไชยวัฒนาราม พระนครศรีอยุธยา

หากพูดถึงจังหวัดที่มีวัดมากที่สุดในประเทศไทยทุกคนคงจะนึกถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นอันดับ
แรกเพราะ ไม่เพียงแต่มีจำนวนมากเท่านั้น แต่ในแต่ะวัดในจังหวัดพรุนครศรีอยุธยา ล้วนแต่มีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น วัดไชยวัฒนารามนับได้ว่าเป็นหนึ่งในวัด ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากที่สุดถึงแม้ว่าที่ตั้งของวัดนั้นจะอยู่นอกบริเวณเกาะพระนครศรีอยุทธยา เนื่องมากจากมีลักษณะทางสถาปัตกรรมที่คล้ายคลึงกับปราสามนครวัดของกัมพูชา จึงสันนิษฐานว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างขึ้น โดยจำลองแบบมาจากปราสามนครวัด เพื่อเป็น เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระราชมารดา และนอกจากนี้ยังเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือนครละแวกอีกด้วย ในปัจจุบันวัดชัยวัฒนารามอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมศิลปากรและได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี 2535

ไชยวัฒนาราม คือความอัศจรรย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ที่จำลองปราสาทนครวัดของเขมรมาไว้ใจกลางอู้ข้าวอู้น้ำของเมืองไทย

วัดไชยวัฒนาราม ยังคงมนต์เสน่ห์มานานนับร้อยปี วัดแห่งนี้นอกจากจะมีความงดงามที่เป็นภาพสะท้อนในแม่น้ำเจ้าพระยาอันอลังการแล้ว ยังมีความงดงามที่เหนือกาลเวลา ซึ่งได้แก่ สถาปัตยกรรมที่จำลองแบบมาจากนครวัด นับเป็นความอัศจรรย์ที่หาชมได้ยากในสมัยนั้น สิ่งที่น่าสนใจ ได้แก่ พระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุ เป็นปรางค์ประธานของวัด ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส ที่มุมฐานมีปรางค์ทิศประจำอยู่ทั้งสี่มุม ซึ่งเป็นการรื้อฟื้นศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น ที่นิยมสร้างปรางค์เป็นประธานของวัด เช่น การสร้างปรางค์ที่วัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะ โดยบนยอดปรางค์สันนิษฐานว่าเคยประดิษฐานพระเจดีย์ขนาดเล็ก สื่อถึงพระเจดีย์จุฬามณีบนยอดเขาพระสุเมรุ อันเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนที่เกิดในปีจอมักจะแวะมาสักการะบูชาเพื่อเป็นมงคลแก่ชีวิต

นอกจากพระปรางค์ที่ตั้งตระหง่านอย่างงามสง่า ท่ามกลางวันเวลาที่เคลื่อนคล้อย พระระเบียงรอบพระประธานก็มีความงามไม่แพ้กัน พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยที่เคยลงรักปิดทอง จำนวน 120 องค์ เสมือนกำแพงเขตศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องพุทธสถานแห่งนี้มายาวนาน

อร่อยประจำถิ่น

  • โรตีสายไหมเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงมานานของชาวจังหวัดอยุธยา นักท่องเที่ยวจะสามารถหาซื้อมาชิมได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นแป้งสีเขียวใบเตยผสมงา หรือสีขาวผสมถั่วเหลืองซีก ส่วนเส้นไหมก็มีให้เลือกหลากหลายเช่นกัน

รู้ก่อนเดินทาง

  • เพิ่มมนต์เสน่ห์เมืองเก่าด้วยการเช่าเหมาเรือหางยาวจากพระราชวังจันทรเกษมเพื่อล่องไปตาม
    ลำน้ำป่าสัก ผ่านวัดพนัญเชิงวรวิหาร วัดพุทไธศวรรย์ โบสถ์โปรตุเกส วัดกษัตราธิราชวรวิหาร เจดีย์พระศรีสุริโยทัย และวัดไชยวัฒนาราม ช่วงตั้งแต่ประมาณ 19.30
    21.00 น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถานอีกด้วย
Posted under Unseen in Thailand, ภาคกลาง by ndesigns on Monday 21 December 2009 at 1:57 am

ขอพรทวยเทพองค์งาม ดื่มด่ำพุทธศิลป์แบบจีน วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) นนทบุรี

วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) นนทบุรี

ความใหญ่โตโอฬารดุจพระราชวังปักกิ่ง สะดุดทุกสายตาให้ไม่อาจมองผ่านวัดแห่งนี้ ทุกรายละเอียดล้วนสะท้อนศิลป์งดงามตามแบบจีนแท้ ทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานองค์เทพสำคัญของมหายานไว้มากมาย

วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ วัดสาขาของวัดเล่งเน่ยยี่ ที่ใครๆ พากันเรียกว่า วัดเล่งเน่ยยี่ 2 นั้น ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 12 ปี เพื่อให้พุทธศิลป์แบบจีนอันตระการตานั้นอลังการในทุกมุมมอง จุดเด่นที่คุณควรเยี่ยมชม ก็คือ สถาปัตยกรรมที่ละม้ายคล้ายพระราชวังปักกิ่ง เพราะที่นี่สร้างขึ้นตามแบบพุทธศิลป์ในราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง เช่นเดียวกับพระราชวังปักกิ่งอันเลื่องชื่อ วิหารจัดวางแบบวัดหลวง มีวิหารจตุโลกบาลเป็นวิหารแรก น่าตื่นตากับภายในเป็นที่ตั้งของพระศรีอริยเมตไตรย์ซึ่งอยู่ตรงกลาง บริเวณสี่มุมของวิหารเป็นที่ตั้งของท้าวจตุโลกบาล

ถัดมาคือพระอุโบสถที่ตั้งของพระประธาน 3 องค์ ได้แก่ พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พระอมิตาพุทธเจ้า และพระไภษ์ชยคุรุไวฑูรย์พุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าในอดีต

มีภาพพระโพธิสัตว์ และเทพเจ้าแกะสลักอยู่รอบพระอุโบสถ หลังพระอุโบสถเป็นที่ตั้งของวิหารสุขาวดีหมื่นพุทธ หรือ บ่วงฮุกโต่ย ภายในวิหารแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานองค์พระอมิตาภพุทธเจ้า พระอวโลกิเตศวร และ พระมหาสถามปราบต์โพธิสัตว์ สำหรับผู้เลื่อมใสในพุทธมหายานแล้ว วิหารหลังนี้ก็เหมาะจะมาสงบจิตสงบใจยิ่งนัก

วัดเล่งเน่ยยี่นับว่าเป็นพุทธสถานในรูปแบบจีที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆของเมืองไทย ไม่เพียงแต่เฉพาะชาวพุทธไทยจีนที่จะเข้ามาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธ์เท่านั้น
หากแต่ยังมีค่าในเชิงสถาปัตยกรรมเป็นอย่ามากเพราะการก่อสร้างในแต่ละจุดนั้นจะเน้นความอลังการ
และวิจตรงดงามในทุกจุดของสิ่งก่อสร้าง เช่นการใช้เครื่องประดับตกแต่งอาคาร และการใช้สีต่างๆ วัดเล่งเน่ยยี่ 2 นี้แต่เดิมเป็นเพียงโรงเจที่ตั้งอยู่ในเขต
ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ตำบลโสนลอย อำเภอบางบัวทอง และเมื่อทางท่านเจ้าอาวาสวัดเล่งเน่ยยี่แห่งแรกมาพบจึงมีดำริให้สร้างขึ้นเป็นวัดเล่งเน่ยยี่ 2 อย่างสมบูรณ์บนเนื้อที่ 12 ไร่ และใช้เวลาสร้างรวมทั้งหมด 12 ปี

อร่อยประจำถิ่น

  • เนื่องจากวัดนี้ตั้งอยู่ย่านชุมชนตลอดบางบัวทอง จึงมีของกินอร่อยๆมากมาย ทั้งก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านโสโอชารสเด็ด ขนมจีนบ้านคุณย่าเสริ์ฟขนมจีนเส้นสด และตกเย็นยังมีตลาดกลางคืนที่เต็มไปด้วยอาหารนานชนิดมาให้เลือกสรร

รู้ก่อนเดินทาง

  • เปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์- ศุกร์ 08.00 17.00 น. ส่วนเสาร์ อาทิตย์ เปิดถึง 18.00 น.
  • ขับรถไปใช้เส้นทางบางบัวทอง ขึ้นสะพานพระนั่งเกล้าฯ เข้าถนนรัตนาธิเบศร์ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนกาญนาภิเษก แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนบางกรวย ไทรน้อย ประมาณ 4 กิโลเมตร จะเห็นป้ายบอกทางเข้าวัด โทร. 02 571 1155
Posted under Unseen in Thailand, ภาคกลาง by ndesigns on Monday 21 December 2009 at 1:50 am