ขอบารมีหลวงพ่อ ส่งผลให้ค้าขายร่ำรวย วัดสัตหีบ (วัดหลวงพ่ออี๋) ชลบุรี

วัดสัตหีบ (วัดหลวงพ่ออี๋) ชลบุรี

ความแก่กล้าในวิชาบริกรรมคาถา ของหลวงพ่ออี๋ เป็นที่กล่าวขาน จึงมีการจัดทำวัตถุมงคลต่างๆ แจกจ่ายเป็นขวัญและกำลังใจให้ผู้คนจำนวนมาก แพร่หลายมากที่สุดก็คือ ปลัดขิก ที่เชื่อกันว่าพกติดตัวไว้ค้าขายจะร่ำรวย

ในบรรยากาศสบายๆ ของชายทะเลอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มุมหนึ่งกลับมีผู้คนหลั่งไหลมาพร้อมกับหอบศรัทธาอันแรงกล้าเพื่อมากราบนมัสการหลวงพ่ออี๋ หรือพระครูวรเวทมุนี แม้วันนี้ท่านล่วงลับไปแล้ว แต่ผู้คนยังคงศรัทธาในความเก่งกาจของพระเกจิอาจารย์รูปนี้กันอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะวัตถุมงคลอย่างปลัดขิกนั้น เชื่อกันว่าหากใครพกปลัดขิกของหลวงพ่ออี๋ติดตัวไว้ จะส่งผลให้ผู้นั้นทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง

เหตุนี้เองวัดสัตหีบหรือวัดหลวงพ่ออี๋ จึงเป็นวัดที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดชลบุรี เมื่อสมัยท่านมีชีวิตอยู่ หลวงพ่ออี๋ได้สร้างวัดนี้ขึ้นในปี พ.ศ.2442 สมัยรัชกาลที่ 5 เล่ากันว่า หลวงพ่ออี๋เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากรรมฐานและบริกรรมคาถา ท่านจึงได้ทำวัตถุมงคลแจกจ่ายประชาชนจำนวนมาก เช่น ผ้ายันต์ ผ้าพันหมวก ให้ทหารเรือติดตัวไว้ นิยมมากที่สุดก็คือ ปลัดขิก ที่บรรดาพ่อค้าแม่ขายพากันพกติดตัวไว้เพราะเชื่อว่าอานุภาพและความศักดิ์สิทธิ์จะทำให้ทำมาค้า
ขายร่ำรวย เงินทองไหลมาเทมา ทุกวันนี้ผู้คนจากทุกสารทิศยังคงพากันมาปิดทอง สักการะหลวงพ่ออี๋ที่วัดนี้กันไม่ขาดสาย

วัดสัตหีบ นั้นมักจะเป็นชื่อที่ไม่ค่อยมีใครทราบว่าหมายถึงวัดหลวงพ่ออี๋ แต่ถ้าหากพูดว่าวัดหลวงพ่ออี๋ทุกคนในจังหวัดจะทราบทันทีว่าหมายถึงวัดใดทั้งนี้ก็เพราะวัดนี้ถูก
สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยดำริของหลวงพ่ออี๋หรือพระครูวรเวทมุนี ซึ่งมีความรู้ทางด้าน วิปัสสนา และยังเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความเมตตาต่อชาวบ้านและชอบช่วยเหลือชาวบ้าน
อยู่เสมอ ชาวบ้านจึงรักและเคารพเลื่อมใสในตัวของหลวงพ่ออี๋เป็นอันมาก ครั้นพอหลวงพ่ออี๋มรณภาพ ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันสร้างรูปปั้นหลวงพ่ออี๋ขนาดเท่าตัวจริง และนำมาประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถจนถึงปัจจุบัน

อร่อยประจำถิ่น

  • สัตหีบเป็นอำเภอที่มีของทะเลขึ้นชื่อมากมายทั้งสดและแห้ง ในตรอกเล็กๆใกล้วัดหลวงพ่ออี๋มีร้านขาย จันลอน ทอดมันย่างเจ้าเดิม หรือแวะชิมก๋วยเตี๋ยวปลาเจ้าเก่าของสัตหีบ และอย่าลืมซื้อของทะเลแห้งกลับบ้านที่ร้านเจ๊ติ๊ดซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน

รู้ก่อนเดินทาง

  • วัดสัตหีบเปิดให้สักการะหลวงพ่ออี๋ทุกวัน ตั้งแต่ 8.00 16.00 น.
  • จะมีการจัดงานประจำปีที่วัด 3 ครั้ง คือ ช่วงก่อนวันตรุษจีน ช่วง 1 9 พฤษภาคม และวันมรณภาพของหลวงพ่ออี๋ ตรงกับแรม 1 ค่ำเดือน 10
Posted under ภาคตะวันออก by ndesigns on Thursday 3 September 2009 at 10:59 pm

หากมีรักที่มั่นคง เจ้าแม่จะอวยพรให้รักแท้นั้นสมหวัง เจ้าแม่เขาสามมุข ชลบุรี

เจ้าแม่เขาสามมุข ชลบุรี

หากเดินทางมาพักผ่อนในย่านบางแสน หลายคนมักเดินทางมาสักการะศาลเจ้าแม่สามมุข ที่สถิตย์อยู่ริมเชิงผา ของตำบลอ่างศิลาอันเป็นที่นับถือของชาวบ้านในจังหวัดชลบุรี

เพื่อยืนยันในคำมั่นสัญญาว่าจะอุทิศชีวิตให้ หากรักนั้นไม่สมหวัง และเมื่อความรักของคนทั้งสองถูกกีดกัน สาวมุข สาวผู้ยากจนหลานสาวยายเฒ่า กับหนุ่มแสน ลูกชายกำนันผู้ร่ำรวย ทั้งสองจึงพลีชีพด้วยการกระโดดหน้าผาและตายตกไปตามกัน ชาวบ้านจึงตั้งชื่อหน้าผาว่า สามมุข และตั้งชื่อชายหาดริมทะเลที่อยู่เบื้องล่างว่า บางแสน เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งรักแท้ของคนทั้งสองคน และได้มีการสร้างศาลเจ้าแม่สามมุข ขึ้นที่บริเวณเชิงผา

เจ้าแม่สามมุข นอกจากจะเป็นที่เคารพนับถือของชาวประมง ที่จะมาจุดประทัดถวายทุกครั้งก่อนออกเรือ เพื่อขอให้เดินทางปลอดภัย และจับปลาได้เป็นจำนวนมากแล้ว ด้วยตำนานรักที่เป็นอมตะจึงเกิดเป็นความเชื่อของหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันที่ว่า หากใครนำว่าวที่เขียนชื่อตนเองกับคนรักมาถวายเจ้าแม่จะอวยพรให้รักนั้นสมหวัง สามารถฝ่าฟันอุปสรรคทั้งปวงให้ผ่านไปได้ในที่สุด

ต่อมาได้มีการถวายศาลหลังใหม่ทรงจีนไม่ไกลจากที่เดิม ภายในศาลเจ้าแม่มีหลายชั้น เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางต่างๆหลายองค์ ทั้งพระโพธิสัตว์ องค์อรหันต์จี้กง และพระสังกัจจายน์ ชั้นบนสุดมีเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ สวยงามมาก

ในปัจจุบันศาลเจ้าแม่เขาสามมุขเป็นที่รู้จักและเคารพสักการะทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวจีน
เพราะเป็นที่ประดิษฐานของรูปเจ้าแม่กวนอิม โดยยังเป็นสาถนที่ที่นักท่องเที่ยวแทบจะทุกคน ที่เดินทางไปยังจังหวัดชลบุรีจะต้องแวะนมัสการเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและการเดินทาง นอกจากนี้หากท่านใดศึกษาตำนานความเป็นมาของเจ้าแม่เขาสามมุขซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ
ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาที่บริเวณละแวกอ่างหิน หรือตำบลอ่างศิลาในปัจจุบัน ซึ่งเป็นตำนานรักระหว่างชายหนุ่มชื่อแสน และหญิงสาวชื่อสามมุขที่ไม่สมหวังในความรัก ซึ่งชื่อของบางแสน ก็เชื่อกันว่ามาจากชื่อของนายแสนนี้เอง และนี่ก็คือสิ่งที่เป็นตำนาน เกี่ยวกับความรักและความผูกพันซึ่งก็เป็นอีกวัตถุประสงค์หนึ่งของผู้เดินทางที่มากราบไว้
ขอพรเพื่อให้พบแต่สิ่งดีดีในชีวิต

อร่อยประจำถิ่น

  • ร้านอาหารทะเลที่ถนนรอบเขาสามมุข มีหลายร้าน ที่รู้จักกันดีคือ วังมุข อาหารทะเลทุกชนิด โทร. 038 748 217 8, 038 191 818 20 หรือ ทิพย์ประมง โทร. 038 383 358 แต่ถ้าชอบอาหารไทย ต้องร้านดีพร้อม ร้านเก่าแก่ที่ถนนเลียบชายหาด โทร. 038 381 622

รู้ก่อนเดินทาง

  • ผู้ที่มาไหว้เจ้าแม่กวนอิม จะซื้อสร้อยมุขเส้นละ 30 บาท ที่วางไว้ให้บริจาค เพื่อถวายเจ้าแม่
Posted under ภาคตะวันออก by ndesigns on Thursday 3 September 2009 at 10:49 pm

บูชาหลวงพ่อโสธร ขอพรให้ได้ลูกชาย วัดโสธรวรารามวรวิหาร ฉะเชิงเทรา

วัดโสธรวรารามวรวิหาร ฉะเชิงเทรา

วัดโสธรวรารามวรวิหาร เมืองแปดริ้ว คลาคล่ำไปด้วยสาธุชน ที่มาขอบารมีหลวงพ่อโสธรให้ชีวิตมีความสุขสมหวัง แต่หลายคนมาด้วยความหวัง… ว่าจะขอพรให้ได้ลูกชายไว้สืบสกุล

แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแล้วก็ตาม ตำนานที่เล่าขานถึงเรื่องความอัศจรรย์ของพระพุทธรูปที่ลอยน้ำมา ยังเป็นที่โจษขานกัน จากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง อีกทั้งความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธโสธรอันเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญองค์หนึ่งของเมือง
ไทยนั้น ยังเป็นที่เลื่อมใสในหมู่ชาวพุทธ จึงทำให้วัดโสธรวรารามวรวิหารแน่นขนัดไปด้วย ผู้คนที่เดินทางมานมัสการขอพรจากทุกสารทิศ ที่เชื่อกันว่าถ้าได้สักการะองค์หลวงพ่อ แล้วจะมีแต่ความสุข ความเจริญ นอกจากนี้ยังเป็นที่ทราบกันในหมู่ผู้ที่มีบุตรยากทั้งหลายว่า หากได้มากราบขอบุตรชายจากองค์หลวงพ่อโสธรแล้วมักจะสมหวังกันทุกรายไป

ปัจจุบันหากกล่าวถึงวันเก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุดของจังหวัดฉะเชิงเทรา ก็คงจะหนีไม่พ้นวัดโสธรวรารามวรวิหารซึ่งเป็นวัดที่ประดิษฐานของ หลวงพ่อพุทธโสธร ซึ่งถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดฉะเชิงเทรา วัดโสธรวรารามวรวิหาร มีความโดดเด่นไม่เพียงเฉพาะเป็นที่ประดิษฐานของสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเท่านั้น หากยังมีความวิจิตรอลังการในเชิงสถาปัตยกรรมซึ่งมีความสวยงามมากที่สุดใน
จังหวัดฉะเชิงเทราวัดนี้ถูกสร้างขึ้นโดยสมเด็จพระนารายณ์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างขึ้น
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย และในปัจจุบันได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าให้เป็น เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดวรวิหาร และมีผู้คนเดินทางไปเยี่ยมชมและ สักการะหลวงพ่อโสธร กันอย่างล้นหลาม เป็นประจำแต่ละปี

ปัจจุบันการเดินทางมาที่ วัดโสธรวรารามวรวิหาร นั้นทำได้สะดวก และนอกจากจะได้มากราบหลวงพ่อโสธรเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว ยังมีโอกาสได้ชมพระอุโบสถหลังใหม่ที่ยิ่งใหญ่ งดงาม ริมแม่น้ำบางปะกง ซึ่งได้รับการออกแบบตกแต่งอย่างวิจิตร ด้วยรูปแบบศิลปะในรัชกาลที่ 9 โดยผนังบุหินอ่อนจากอิตาลี ส่วนบนเพดานนั้นประดับตกแต่งเป็นเรื่องราวของจักรวาล ประกอบกับงานจิตรกรรมที่สวยงาม นอกจากนี้ยอดพระอุโบสถหลังนี้ยังประดับด้วยฉัตรทองคำงามสง่า ให้เป็นพุทธสถานเพื่อให้ประชาชนได้มาเคารพสักการะองค์หลวงพ่อโสธรสืบไป

อร่อยประจำถิ่น

  • ว่ากันว่าขนมเปี๊ยะที่ฉะเชิงเทรานั้นแสนอร่อย ใครที่ชื่นชอบขนมเปี๊ยะต้องไม่พลาด โดยเฉพาะขนมเปี๊ยะสูตรโบราณไส้ต่างๆ จากร้าน อึ๋งมุ่ยเส็ง ที่เปิดมานานกว่า80ปี โทร. 038 541 165

รู้ก่อนเดินทาง

  • ผู้ที่ได้ลูกชายสมหวังดังใจอธิษฐาน มักจะถวายละครชาตรี หรือบูชาองค์หลวงพ่อด้วยไข่ต้ม ผลไม้ และ พวงมาลัย
  • ในส่วนพระอุโบสถหลังใหม่ เปิดให้เข้าสักการะได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 16.00 น. และควรแต่งกายสุภาพ
Posted under ภาคกลาง by ndesigns on Thursday 3 September 2009 at 10:41 pm

ไหว้หลักเมือง ขอพรชัยให้ชีวิต มีหลักมั่นคง ศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร

ศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร

เดินทางย้อนรอยมาถึงใจกลางแห่งกรุงเทพมหานคร แวะกราบพระหลักเมืองอันเป็นหลักชัยให้พระนคร ขอพรให้ชีวิตนั้นมีแต่ความมั่นคง เสริมดวงชะตา ตัดเคราะห์ ต่อบารมี

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดให้มีพระราชพิธีฝังเสาหลักเมืองขึ้น ภายหลังจากที่ได้สถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นราชธานี ตามโบราณราชประเพณี เพื่อความเป็นสิริมงคลและความเป็นปึกแผ่นของแผ่นดิน นับจากนั้นมา ศาลหลักเมืองก็เป็นที่เคารพสักการะอย่างไม่เสื่อมคลาย ในฐานะที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นหลักความมั่นคงของพระนคร และเป็นที่พึ่งทางใจของชาวไทยทุกคน

นอกจากประชาชนทั่วไปที่มาสักการะศาลหลักเมือง เพื่อขอพรให้บ้านเมืองมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขแล้ว ยังมีความเชื่อที่เล่าสืบกันมาว่า หากผู้ใดมาไหว้พระหลักเมืองนั้น จะช่วยเสริมหลักฐานความมั่นคงให้กับชีวิต ฃ่วยตัดเคราะห์ ต่อดวงชะตา เสริมอำนาจบารมีให้มีแต่ความเจิรญรุ่งเรืองอีกด้วย

หากมีโอกาสมาไหว้พระหลักเมืองแล้ว ควรจะเข้าไปสักการะเทวดาสำคัญ ผู้รักษาพระนครทั้งห้าที่ประดิษฐานอยู่ในหอเทพารักษืด้วย คือ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรเจ้าพ่อเจตคุปต์ และเจ้าพ่อหอกลอง เพื่อขอบารมีให้ท่านช่วยปกปักรักษา เพื่อความเป็นสิริมงคลแห่งชีวิต

ถึงแม้ว่าในแต่ละจังหวัดจะมีศาสหลักเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเพื่อเป็นสิริมงคงแก่ผู้คน
ในจังหวัดแต่สำหรับศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครไม่ใช้เป็นเพียงแค่สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของ
จังหวัดกรุงเทพมหานครเท่านั้นแต่หากยังถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุณบ้านคู่เมืองของประเทศไทยอีกแห่ง
หนึ่งเลยทีเดียว ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากว่าศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครโดย พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นศุนย์รวมจิตใจ
ของประชาชนเพื่อครั้งทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี และนอกจากนี้ ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครยังได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าในการดุแลบำรุงรักษาจากอีกหลาย
รัชกาลในเวลาต่อมา ซึ่งล่าสุดเมื่อ พศ 2525 เมื่อครั้งฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ซึ่งได้มีการบูรณปฎิสังขรณ์ศาลหลักเมืองครั้งใหญ่จนสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ซึ่งนับว่าเป็นศุนย์รวมจิตใจของชาวไทยทั้งขาติอย่างแท้จริง

อร่อยประจำถิ่น

  • บริเวณท่าช้าง และท่าพระจันทร์ มีร้านอาหาร และขนมต่างๆมากมาย ให้เลือกรับประทานยามเมื่อท้องหิว หรือจะข้ามเรือไปยังท่าเรือศิริราชก็มีอาหารให้เลือกละลานตาไม่แพ้กัน

รู้ก่อนเดินทาง

  • ในบริเวณศาลหลักเมืองมี พระเสี่ยงทาย ให้ตั้งจิตอธิษฐานถามถึงสิ่งที่ปราถนา การยกพระเสี่ยงทายนั้นต้องทำสองครั้ง ครั้งแรกขอให้ยกขึ้น ส่วนครั้งที่สองขอให้ยกไม่ขึ้น หากเป็นดังนั้นเชื่อว่าจะสมหวังในสิ่งที่ต้องการ
Reblog this post [with Zemanta]
Posted under ภาคกลาง by ndesigns on Thursday 3 September 2009 at 10:25 pm

ขอพรให้มิตรภาพ และความรักนั้นเป็นนิรันดร์ พระธาตุศรีสองรัก เลย

พระธาตุศรีสองรัก เลย

สุดแดนแห่งจังหวัดเลย คือพระธาตุศรีสองรัก ที่เป็นพยานแห่งสัจจะไมตรีของสองอาณาจักรใครได้มาไหว้พระธาตุศรีสองรักนี้ เชื่อว่าความรักและสัมพันธภาพนั้นจะมั่นคงสืบไป

เลยเป็นจังหวัดทางภาคอีสานตอนเหนือ มีภูมิประเทศที่งดงามด้วยเทือกภูที่สลับซับซ้อน ประกอบกับภูมิกาอาศที่แสนสบาย ชวนให้ดินแดนแห่งนี้มีเสน่ห์ดึงดูดให้ผู้มาเยือนอยู่เสมอ ที่นี่ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุศรีสองรักอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพบูชาของทั้งชาวไทยและชาวลาวมานานกว่าสี่ศตวรรษ

พระธาตุศรีสองรัก ตั้งอยู่ที่อำเภอด่านซ้าย เป็นพระธาตุก่ออิฐถือปูนสีขาวสร้างขึ้นด้วยศิลปะแบบล้านช้าง ตามตำนานกล่าวว่า… ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานแห่งสัจจะไมตรี และเครื่องหมายแห่งมิตรภาพระหว่างสองอาณาจักร โดยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์แห่งอาณาจักรอยุธยา และพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต ซึ่งได้ร่วมกันสร้างพระธาตุและตั้งสัตยาธิษฐานไว้ว่าจะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และไม่ล่วงล้ำดินแดนซึ่งกันและกันตลอดไป

พี่น้องชาวไทยและชาวลาวต่างเชื่อกันว่า หากผู้ใดได้มากราบไหว้ พระธาตุศรีสองรัก และขอพรในด้านที่เกี่ยวกับความรักและมิตรภาพนั้นจะได้พบกับความสมหวัง และมีสัมพันธภาพที่ยั่งยืน ดังนั้นเราจึงได้พบเห็น หนุ่มสาว หรือ เพื่อนฝูง ที่พากันมานมัสการพระธาตุศรสองรัก ไม่เว้นแต่ละวัน ด้วยจิตที่มุ่งมั่นขอรพให้ความรักและมิตรภาพนั้นอยู่ชั่วนิรันดร์

ในปัจจุบันพระธาตุศรีสองรักเปรียบเสมือนสัญญลักษณ์แห่งมิตรภาพที่ชาวพุทธและนักท่องเที่ยว
ยึดถือและเดินทางไปสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตในทุกครั้งที่มีโอกาสเดินทางไปเยือน
จังหวัดเลยทั้งนี้ก็เนื่องมาจากพระธาตุแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงมิตรภาพระหว่างอาณาจักรกรุง
ศรีอยุธยา
และอาณาจักรเวียงจันท์ในสมัยก่อน อีกทั้งยังเป็นเรื่องหมายแบ่งเขตแดนของ
ทั้งสองอาณาจักรอีกด้วยพระธาตุแห่งนี้จึงถือเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญต่อทั้งสองประเทศ
สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน พระธาตุแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากจังหวัดเลยไปทางทิศตะวันตกประมาณ 83 กิโลเมตรซึ่งประดิษฐานอยู่ในวัดพระธาตุศรีสองรักและเป็นวัดที่ไม่มี
พระภิกษุจำพรรษาอยู่

อร่อยประจำถิ่น

  • ที่อำเภอด่านซ้าย มีน้ำพริกแจ่วดำน้ำผักสะทอน เป็นอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อ และเป็นของฝากที่หาทานได้ยากมีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านนาดี อำเภอด่านซ้ายร่วมกันผลิตจำหน่าย สนใจหาซื้อได้ที่ร้าน OTOP ในจังหวัดเลย

รู้ก่อนเดินทาง

  • มีความเชื่อว่าหากนำต้นผึ้งไปขอพรพระธาตุศรีสองรักแล้วจะสมความมุ่งมาดปราถนา แต่ควรงดสักการะด้วยดอกไม้ และของบูชาสีแดง รวมทั้งงดใส่เสื้อสีแดงไปบูชาพระธาตุ เพราะถือเป็นสีแห่งเลือดและความรุนแรง
Posted under ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ by ndesigns on Thursday 3 September 2009 at 10:15 pm

มงคลแห่งชีวิต สักการะองค์พระธาตุ ที่ผุดขึ้นจากเนินดิน พระธาตุนาดูน มหาสารคาม

พระธาตุนาดูน มหาสารคาม

นมัสการองค์พระบรมสารีริกธาตุ ที่เคยสาบสูญแห่บ้านนาดูน ซึ่งถูกพบจากเนินดินพร้อมกับเรื่องราวความสำคัญของถื่นพุทธมณฑลอีสานแห่งมหาสารคาม

ในภาคอีสานอันกว้างใหญ่นั้นมีพระธาตุสำคัญหลายองค์ อันเป็นเครื่องแสดงถึงความรุ่งเรืองและความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในพื้นที่ที่ไม่เคยเสื่อมคลายมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยในจังหวัดมหาสารคามนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุสำคัญองค์หนึ่ง คือ พระธาตุนาดูน อันเป็นที่เคารพศรัทธาอย่างสูง ซึ่งชาวอีสานเชื่อกันว่าใครได้มาสักการะบูชา พระธาตุนาดูน สักครั้งหนึ่งแล้วนั้น จะถือว่าเป็นมงคลสูงสุดแห่งชีวิต

กล่าวกันว่าพระบรมสารีริกธาตุศักดิ์สิทธิ์ ได้ถูกค้นพบขึ้นจากเนินดินในซากโบราณสถานร้าง กลางทุ่งนาแห่งบ้านนาดูน เป็นที่มาของการสร้างพระธาตุนาดูน ที่สวยงามอลังการขึ้นไว้เพื่อประดิษฐานและเป็นที่สักการะบูชาสืบไป โดยหลักฐานการค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ และโบราณวัตถุแห่งจัมปาศรีซึ่งเป็นนครโบราณสมัยทวาราวดีนั้น แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองและความเป็นศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนาที่สำคัญของพื้นที่แห่งนี้ในอดีต

นอกจากคุณจะได้อิ่มบุญไปกับการไหว้พระธาตุนาดูนสีขาว สูงสง่ามองเห็นได้แต่ไกลแล้ว พื้นที่โล่งโดยรอบนั้นยังจัดเป็นสัดส่วนที่สวยงามมองแล้วสบายตา มีสายลมพัดเย็นๆที่ช่วยให้จิตใจสลบและผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว

จากการพิสุจน์หลักฐานทางโบราณคดี เชื่อกันว่าพระธาตุองค์นี้มีอายุอยู่ในราว 1,300 ปี และในปัจจุบันมีความสำคัญเป็นลำดับต้นๆในหมู่พระธาตุทั้งหมดในภาคอีสาน ในปัจจุบันพระธาตุนาดูนนอกจากจะเป็นถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเคารพสักการะของพุทธศาสนิกชน
นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปจังหวัดมหาสารคามแล้ว บริเวณรอบพราตุยังถูกจัดให้เป็น พิพิธภัณฑ์ทางศานนาและวัฒนธรรม สวนรุกชาติ และ สวนสมุนไพร ซึ่งตกแต่งให้เป็น สถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาอีกด้วย จากรูปทรงจะสังเกตุเห็นได้ว่าพระธาตุมีลักษณะองค์ ที่แตกต่างออกไปจากพระธาตุองคือื่นๆในภาคอีสาน ทั้งนี้เป็นเพราะพระธาตุนาดูน ถูกจำลองแบบมาจากสถูปสำริดที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งมีฐานประยุกต์แบบศิลปทวาราวดี
จึงทำให้มีลักษณะแต่งต่างจากพระธาตุองค์อื่นๆ

อร่อยประจำถิ่น

  • มาเยือนมหาสารคามทั้งทีควรหาโอกาสลิ้งลอง หม่ำ หรือ ไส้กรอกอีสานรสเด็ด ที่มีทั้งที่ทำจากเนื้อหมูและเนื้อวัว ซึ่งมีขายอยู่ทั่วไป หากติดใจซื้อฝากคนที่บ้านก็ได้ เพราะสามารถเก็บไว้รับประทานได้หลายวัน

รู้ก่อนเดินทาง

  • ในบริเวณพระธาตุนาดูนนั้นมีศูนย์พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมจัมปาศรีซึ่งเก็บรักษาศิลปวัตถุที่ ่ขุดค้นพบในพื้นที่ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่น่าเข้าชม สำหรับผู้ที่ต้องการเติม ความรู้ไปควบคู่กับการเติมบุญในคราวเดียวกัน
Posted under ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ by ndesigns on Thursday 3 September 2009 at 9:57 pm

ดื่มน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ผุดขึ้นเองจากยอดพระโมฬีของพระอุ่นเมือง วัดน้ำฮู แม่ฮ่องสอน

วัดน้ำฮู แม่ฮ่องสอน

เพลินไปกับเส้นทางพันโค้ง ผ่านหุบเขาที่งดงาม แวะกราบพระอุ่นเมืองให้อุ่นใจ ไหว้พระนางสุพรรณกลัยาที่วัดน้ำฮู แล้วค่อยๆเริ่มต้นสำรวจเมืองเล็กๆ กลางหุบเขาที่อยู่ในใจของใครหลายคน

ปายเป็นเมืองเล็กๆ ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ถือเป็นจุดหมายแห่งการท่องเที่ยวที่ใครๆก็อดที่จะกล่าวถึงไม่ได้ ด้วยความมีมนต์เสน่ห์ของภูมิประเทศ ชุมชน และวัฒนธรรม ที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืนเส้นทางที่คดโค้งที่เคยเป็นอุปสรรคการเดินทางในอดีตกลับกลาย
เป็นสิ่งดึงดูด ให้หลายคนอยากที่จะเอาชนะและหาโอกาสเดินทาง มาเยือนสักครั้ง

ในทุกวันนี้หากพูดถึงอำเภอปายสามารถกล่าวได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จังอำเภอนี้เพราะเป็นสถานที่ที่มีชื่อ
เสียงที่โด่งดังไปทั่วโลกในปัจจุบัน และไม่เพียงความงามทางธรรมชาติและวิธีชีวิตของชาว อำเภอปายเท่านั้นที่เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ วัดน้ำฮูก็เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวที่มาอำเภอปายแทบจะทุกคนต้องมาแวะเยี่ยมชมและนมัสการเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง เพราะวัดน้ำฮูเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่ออุ่นเมืองซึ่งถือเป็นพระพทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาว
อำเภอปาย ซึ่งเป็นพระพทธรูปสมัยเชียงแสนที่มีอายุกว่า 500 ปีและมีความพิเศษคือ พระเศียรสามารถ เปิดได้และจะมีน้ำบรรจุอยู่ภายในตลอดเวลาซึ่งเชื่อกันว่า เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์

ห่างจากเมืองปายไปเพียง 3 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของวัดน้ำฮูู ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวท้องถิ่นมาเนิ่นนาน เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่ออุ่นเมือง พระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยศิลปะล้านนา แบบสิงห์สาม ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองปายมาช้านาน มีเรื่องน่าอัศจรรย์ใจที่ว่าภายในพระโมฬีที่เปิดได้ของหลวงพ่ออุ่นเมืองนั้น มีน้ำซึมขังอยู่ถายในอย่างไม่เคยเหือดแห้ง ชาวเมืองปายถือว่าเป็นน้ำมนต์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างสูง ถ้าใครได้ดื่มกินหรือนำมาประพรมร่างกายแล้ว จะมีแต่ความเป็นสวัสดิมงคลแก่ชีวิต ช่วยปัดเป่า เภทภัยและความเจ็บไข้ให้มลายสิ้นไป

ตามประวัติกล่าวกันว่าหลวงพ่ออุ่นเมืองนั้นสร้างขึ้นโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อเป็นพระราชกุศลถวายพระพี่นางสุพรรณกัลยา โดยภายในวัดยังมีเจดีย์อนุสรณ์สถานพระนางสุพรรณกัลยาอยู่ด้านหลังโบสถ์ รวมทั้งมีพระบรมรูปของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ และพระนางสุพรรณกัลยา ประดิษฐานที่ศาลากลางน้ำให้ประชาชนได้ถวายสักการะเป็นสิริมงคลอีกด้วย

อร่อยประจำถิ่น

  • ร้านอาหารน้องเบียร์ที่เมืองปายมีอาหารพื้นเมืองหลากหลายที่น่าลิ้มลอง ไม่ว่าจะเป็นข้าวซอย ขนมจีนน้ำเงี้ยว แกงฮังเล แกงโฮะรสเด็ด หรือว่าหมูสเต๊ะนุ่มๆ น่ารับประทาน

รู้ก่อนเดินทาง

  • สามารถเข้าไปนมัสการพระอุ่นเมื่องได้ทุกวัน แต่ไม่อนุญาตให้เปิดพระโมฬีหลวงพ่ออุ่นเมือง เพื่อความเหมาะสม แต่ทางวัดได้เตรียมน้ำมนต์และบรรจุขวดสำหรับผู้ที่ต้องการนำกลับไปบูชาแล้ว
Posted under ภาคเหนือ by ndesigns on Thursday 3 September 2009 at 9:43 pm

กราบพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ ประจำคนปีขาล แห่งเมืองหม้อห้อม พระธาตุช่อแฮ แพร่

พระธาตุช่อแฮ แพร่

ไม่ว่าคุณเกิดปีขาล หรือว่าปีใดๆ หากได้มากราบไหว้องค์พระธาตุช่อแฮแล้วไซร้ บุญกุศลนั้นจะส่งให้ชีวิตนั้นมีแต่ความสุขและความรุ่งเรืองสืบไป

เมืองแพร่ ไม่เพียงเป็นที่รู้จักกันแต่เพียงเรื่องของผ้าหม้อห้อม ที่เลื่องลือกันในด้าคุณภาพและความงาม จากการย้อมด้วยต้นห้อมแท้ๆ ที่ให้สีสันสวยล้ำลึกกว่าหม้อห้อมจากถิ่นใดหากคุณได้มาเยือนเมืองแห่งนี้แล้ว สิ่งที่ไม่ควรพลาดคือการเดินทางไปนมัสการพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญอีกองค์ประจำภาคเหนือ คือ พระธาตุช่อแฮ อันเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวแพร่ที่เก่าแก่ ซึ่งมีประวัติว่าสร้างขึ้นมานับแต่สมัยพระยาลิไทแห่งกรุงสุโขทัยเลยทีเดียว

พระธาตุช่อแฮนั้นอยู่ห่างจากตัวเมืองแพร่ออกไปเพียง 8 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนเนินเขาอย่างสง่างามพระธาตุช่อแฮ เป็นสีทองระยับยามต้องแสงแดดนั้น เป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงของชาวพุทธ เนื่องด้วยเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระศอกด้านซ้ายและพระเกศาแห่งองค์
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จึงมีผู้คนจากทั่วสารทิศเดินทางมาสักการะไม่ได้ขาด ด้วยความ ศรัทธา และถือว่าเป็นสิริมงคลสูงสุดแห่งชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ของผู้ที่เกิดในปีขาล เนื่องจากตามคติความเชื่อของชาวล้านนาถือเป็นพระธาตุประจำตัวของผู้ที่เกิดในปีขาลและเชื่อกัน
ว่าหากผู้ใดได้มากราบนมัสการองค์กระธาตุสักครั้งในชีวิต ก็จะมีแต่ความผาสุกและ ความรุ่งเรืองตลอดกาล

พระธาตุองค์นี้นับได้ว่าเป็นพระธาตุที่มีความสำคัญเป็นลำดับต้นๆของภาคเหนือสืบเนื่องมาจากได้รับ
พระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระธาตุช่อแฮเป็นพระอารามหลวงเมื่อปี 2549 และนอกจากนี้สำหรับผู้ที่เกิดปีขาล นับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธืที่จะต้องเดินทางมาสักการะกันเป็นประจำทุกปีกันเลยทีเดียว และสำหรับนักท่องเที่ยวเองแล้วพระธาตุช่อแฮยังถือว่าเป็นแลนด์มาร์คของจังหวัด ซึ่งถ้าใครเดินทางมาจังหวัดแพร่แต่ยังไม่ได้ไปนมัสการพระธาตุก็เหมือนกับยังเดินทางมาไม่ถึง
จังหวัดแพร่ นอกจากพระธาตุช่อแฮแล้ว เมืองแพร่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือแพะเมืองผี

อร่อยประจำถิ่น

  • จังหวัดแพร่นั้นเป็นแหล่งผลิตชาใบหม่อนชั้นดีอีกด้วย ชาใบหม่อนจากกลุ่มแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร ตำบลแม่ยางตาล อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ คือของฝากเพื่อสุขภาพที่ควรติดมือกลับบ้าน หากสนใจ โทร. 054 548 112

รู้ก่อนเดินทาง

  • เชื่อกันว่าหากได้นำผ้าแพรเนื้อดีไปถวายแด่องค์พระธาตุช่อแฮ อานิสงส์จะช่วยให้เกิดแต่ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต และหน้าที่การงานตลอดกาล
Posted under ภาคเหนือ by ndesigns on Wednesday 2 September 2009 at 12:02 am

ยลวัดที่สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธา ที่งดงามดั่งสวรรค์บนดิน วัดรองขุ่น เชียงราย

วัดรองขุ่น เชียงราย

คำว่าศรัทธานั้นสร้างได้ทุกสรรพสิ่ง คงไม่ใช่คำพูดที่เกินจริง วัดรองขุ่นจึงงดงามด้วยศิลปะที่แสนประณีตบรรจง ราวกับศิลปินผู้สร้างนั้น ได้วาดภาพสามมิติแห่งสรวงสวรรค์มาไว้บนผืนดินให้มนุษย์ได้สัมผัส

วัดรองขุ่น ถือเป็นศาสนสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงราย ถือเป็นผลงานการออกแบบและก่อสร้างโดย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จิตรกรเรืองนาม ที่อุทิศตนสร้างวัดอันยิ่งใหญ่นี้ขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ให้วัดแห่งนี้ งดงามดังสวรรค์ที่มีอยู่จริงซึ่งมนุษย์สามารถสัมผัสได้บนพื้นพิภพ คล้ายเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนให้คนเราใฝ่ปฏิบัติธรรรม และประกอบแต่กรรมดีในการดำเนินชีวิต

พระอุโบสถวัดรองขุ่น มีความโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ทางศิลปะ และสถาปัตยกรรมที่แสนวิจิตรอลังการ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงช่อฟ้า ใบระกา และรายละเอียดซึ่งแตกต่างไปจากวัดแห่งอื่น โดยตัวพระอุโบสถที่เน้นสีขาวบริสุทธิ์นั้น สื่อแทนพระบริสุทธิคุณ ขณะที่กระจกขาววาววับจับประกายระยิบระยับ หมายถึง พระปัญญาธิคุณของพระพุทธองค์ที่โชติจรัสชัชวาลไปทั่วทั้งโลกมนุษย์และจักรวาล นอกจากนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังที่แสนอลังการฝีมือของอาจารย์เฉลิมชัยเอง ซึ่งไม่น่าพลาดชมอยู่ภายในโบสถ์อีกด้วย ถึงแม้ว่าการก่อสร้างวัดนั้นยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ความงามที่ปรากฏ ได้สร้างความสุขทางใจให้ดื่มด่ำไปกับเรื่องราวในพุทธศาสนา ในรายละเอียดตกแต่งที่พิถีพิถันทั่วทุกมุม ซึ่งไม่เพียงแต่ความวิจิตรที่สัมผัสได้เพียงภายนอกเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงหลักธรรมในศาสนาที่ลึกซึ้งให้ผู้ที่มาเยือนอย่างเราได้กลับไปขบคิดกันอีกด้วย

ในปัจจุบัน วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงไม่เพียงแต่เฉพาะในเมืองไทย แต่ยังมีชื่อเสียงโด่งดังมากในต่างประเทศ ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยความวิจิตรกระการตาในแง่ของสถาปัตยกรรมและการตกแต่งซึ่งมาจากความเลื่อม
ใสและศรัธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้าของผู้สร้าง และไม่เพียงเท่านั้น อาจารย์เฉลิมชัย ศิลปินแห่งชาติผู้เป็นเจ้าของรูปแบบสถาปัตยกรรมอันสวยงาม นี้ยังตั้งใจ ยกวันร่องขุ่นนี้ให้เป็นสมบัติของคนไทยทุกคนและสมบัติของชาติไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป ซึ่งนับเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย และยังถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวเชียงรายด้วย

อร่อยประจำถิ่น

  • เชียงรายเป็นแหล่งปลูกชาชั้นเลิศไม่แพ้ที่ใด จากวัดรองขุ่นนักดื่มชาควรหาเวลาไปสูดอากาศพร้อมทั้งชิมชาอู่หลงรสเลิศที่ดอยแม่สลอง โดยบริษัทใบชาโชคเจริญ จำกัด มีชาชั้นดีให้คุณเลือกซื้อเป็นของฝาก โทร. 053 765 114 9

รู้ก่อนเดินทาง

  • นอกจากจะชมความงดงามของพระอุโบสถแล้ว ยังสามารถเข้าชมผลงานภาพจิตรกรรมพุทธศิลป์ส่วนหนึ่งของอาจารย์เฉลิมชัยภายในห้อง
    จัดแสดงที่อยู่ภายในบริเวณวัดได้อีกด้วย
Reblog this post [with Zemanta]
Posted under ภาคเหนือ by ndesigns on Tuesday 1 September 2009 at 11:03 pm

ชมพิธีกรรมความเชื่อ อิ่มบุญด้วยการร่วมถือศีลกินเจ ประเพณีถือศีลกินผัก ภูเก็ต

ประเพณีถือศีลกินผัก ภูเก็ต

ความศรัทธาสร้างปาฏิหารย์ ใครต้องการจะเดินทางเพื่อพิสูจน์คำพูดนี้ ต้องลงใต้ไปที่จังหวัดภูเก็ตร่วมพิธีถือศีลกินผัก เพื่อความเป็นสิริมงคลและเพื่อตามหาคำตอบของปาฏิหารย์แห่งศรัทธา

เจี๊ยะฉ่าย หรือที่เรียกกันติดปากว่า กินผัก เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน พิธีกรรมหลักๆ มีอยู่ 5 พิธี คือ พิธีแห่พระ (อิ้วเก่ง) เป็นพิธีอัญเชิญเฮี้ยวโห้ย (ไฟศักดิ์สิทธิ์) เพื่อเป็นสิริมงคลและทำให้รุ่งเรืองประดุจไฟ ซึ่งเทพองค์ต่างๆ จะประทับทรงในร่างม้าทรง แห่ไปตามถนนรอบเมืองภูเก็ต โดยที่องค์พระใช้อาวุธทิ่มแทงร่างกายเป็นการแสดงถึงบารมีขององค์เทพนั้นๆ พิธีอัญเชิญหล่ำเต้าปักเต้า เป็นการอัญเชิญองค์เทพมาเพื่อให้บุคคลยำเกรงและหมั่นทำความดียิ่งขึ้น พิธีลุยไฟ พิธีขึ้นบันไดมีด หรือพิธีกรรมอื่นๆ เป็นพิธีที่แสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์สะอาดทั้งร่างกายและจิตใจ พิธีสะเดาะห์เคราะห์ (โก็ยห่าน) เพื่อให้ผู้ที่ร่วมในประเพณีได้สะเดาะห์เคราะห์ จากนั้นในช่วงดึกของวันสุดท้ายจะเป็นพิธีส่งพระ เพื่อจะไปประกอบพิธีส่งพระที่ปลายแหลมสะพานหิน ระหว่างพิธี ชาวบ้านจะช่วยกันจุดประทัดดังอึกทึกไปทั้งเส้นทาง ประเพณีกินผักนี้ถือว่าเป็นการอุทิศความดีให้กับพระและเทวดาฟ้าดินเพื่อให้คุ้มครองชาวภูเก็ต
และเกาะภูเก็ตตลอดไป ใครสนใจ ไม่ควรพลาดปาฏิหารย์แห่งศรัทธานี้

ประเพณีถือศีลกินผักหรือที่รู้จักกันทั่วไปคือประเพณีกินเจของชาวภูเก็ตในปัจจุบันนี้ได้รับความ
สนใจจากชาวพุทธ รวมทั้งนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่จะเข้ามาร่วมในพิธี ในแต่ละปีจะมีผู้ถือศีลกินเจมาร่วมเทศกาลหลายแสนคนและนอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยวชาว
ต่างชาติและสำนักข่าวต่างประเทศเดินทางมาทำข่าวประเพณีกินเจที่จังหวัดภูเก็ตเป็นประจำทุกปี ซึ่งจะทำให้การท่องเที่ยวในจังหวัดในช่วงนั้นคึกคักเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามประเพณีจินเจจังหวัดภูก็ตนั้นมีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมอย่างมากมาย รวมทั้งความเชื่อทางไสยศาสตร์ในสิ่งที่เหนือธรรมชาติและนี่ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่นักท่องเที่ยให้ความ
สนใจ เดินทางมาร่วมเทศกาลกันอย่างคึกคักในแต่ละปี

อร่อยประจำถิ่น

  • หมี่ฮกเกี้ยนผัด ร้านต้นโพธิ์ (แป๊ะกง) วงเวียนหอนาฬิกา ถนนภูเก็ต ร้านระย้า ถนนดีบุกตัดใหม่ เมนูเด็ด แกงปูใบชะพลู น้ำพริกกุ้งเสียบ ร้านภูเก็ต เป๋าฮื้อ ภัตตาคาร ริมอ่าวเกาะสิเหร่ ถนนเทพประทาน เป๋าฮื้อนึ่งซีอิ๊ว พระกระโดดกำแพง อร่อยบรรยากาศดี ร้านนายยาว ตรงข้ามโรงแรมแดงพลาซ่า ถนนภูเก็ต เมนูแนะนำ กะเปกผัดกุ้ง หอยชักตีนลวก สำหรับคอกาแฟ ร้านโรตีแถวน้ำ (บังหมีด) สี่แยกแถวน้ำ ถนนเทพกระษัตรีย์ โรตีจิ้มแกง กาแฟ รสชาติกลมกล่อม

รู้ก่อนเดินทาง

  • ประเพณีถือศีลกินผักจะถือปฏิบัติตามปฏิทินจีน ที่กำหนดให้วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 จะยู่ในช่วงเดือนกันยายน ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันเริ่มต้นของการปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลธรรม ถือศีลกินผักละเว้นการทานเนื้อสัตว์เป็นเวลา 9 วัน 9 คืน
Posted under ภาคใต้ by ndesigns on Tuesday 1 September 2009 at 10:53 pm

Next Page »