ชมประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งเดียวในโลก ที่วัดไตรภูมิ ประเพณอุ้มพระดำน้ำ เพชรบูรณ์

ในเชิงการท่องเที่ยว นอกจากจังหวัดเพชรบูรณ์จะมีชื่อเสียงในด้านความสวยงามของธรรมชาติแล้ว การท่องเที่ยวในเชิงศิลปะวัฒนธรรมและประเพณีก็ยังนับว่ามีความน่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ประเพณีอุ้มพระดำน้ำเป็นประเพณีศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเพชรบูรณ์เลื่อมใสกันมานานหลายชั่วอายุคนสืบ
เนื่องจากตำนานเรื่องเล่าในสมัยโบราณ ในทุกๆปี ประเพณีนี้จะถูกจัดขึ้น ตามความเชื่อของ ประชาชนว่าจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข ฝนตกต้องตามฤดูกาลและพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีความ อุดมสมบูรณ์ดี และนอกจากนี้ก็เพื่อเป็นการสักกระสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานอยู่ตามที่ต่างๆ อีกด้วย และถึงแม้ว่าปรัชญาการก่อกำเนิดประเพณีนี้ จะเหมือนๆกับประเพณีในภาคอื่นๆแต่ ลักษณะการอุ้มพระดำน้ำจะพบเห็นได้ที่จังหวัดเพชรบูรณ์เพียงที่เดียวเท่านั้น

ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ เป็นประเพณีเก่าแก่ คู่บ้านคู่เมืองของชาวเพชรบูรณ์ ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งไม่ปรากฏที่ไหน… นอกจากที่นี่เท่านั้น

ตามประวัติเล่าว่า ได้มีพระพุทธรูปผุดขึ้นมาจากกลางแม่น้ำ บริเวรท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร ชาวบ้านจึงร่วมกันอัญเชิญขึ้นมาเพื่อกราบไหว้ แต่ในปีถัดมาพระพุทธรูปได้หายไปอีกครั้ง และได้ไปพบที่กลางแม่น้ำที่เคยเจอ จึงได้อัญเชิญขึ้นมาไว้ที่วัดไตรภูมิอีกครั้ง แล้วถวายพระนามว่า พระพุทธมหาธรรมราชา ต่อมาได้จัดงานประเพณี อุ้มพระดำน้ำขึ้น ในวันสารทไทย ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี

ในพิธีอุ้มพระดำน้ำนั้น ชาวเมืองเพชรบูรณ์ จะอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชา พระคู่บ้านคู่เมืององค์นี้ แห่จากวัดไตรภูมิไปตามเส้นทางรอบเมือง เพื่อให้ประชาชนได้สักการะบูชา จากนั้นเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ จะเป็นตัวแทนอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชา ประดิษฐานบนเรือที่ท่าน้ำหน้าวัดไตรภูมิล่องเรือทวนกระแสน้ำป่าสัก ไปทำพิธีดำน้ำที่ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร โดยจะอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาเทิดไว้เหนือหัวแล้วจึงดำน้ำลงไป พร้อมกับหันหน้าไปทางทิศเหนือสามครั้ง ทิศใต้สามครั้ง ชาวเพชรบูรณ์เชื่อกันว่า จะทำให้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข งานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ของที่นี่ ถือเป็นประเพณีหนึ่งเดียวในโลกที่ได้สืบทอดกันมา ถือเป็นมรดกตกทอดถึงลูกถึงหลานตราบนานเท่านาน

อร่อยประจำถิ่น

  • นอกจากมะขามหวานแล้ว ไก่ย่างวิเชียรบุรีก็อร่อยขึ้นชื่อ หากินได้ที่ร้านไก่ย่างบัวตอง หรือไก่ย่างตาแป๊ะ ที่อยู่ใกล้กัน ถ้าชอบขนมจีนต้องขนมจีนหล่มเก่า ร้านขนมจีนคุณตา ใกล้กับที่ทำการไปรษณีย์ในเมือง

รู้ก่อนเดินทาง

  • อุ้มพระดำน้ำที่คุ้งน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร มีทุกวันที่ 7 11 ตุลาคม หรือช่วงแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Thursday 11 June 2009 at 7:16 pm

ชมประทีปพันดวง ที่ลอยกลางสายน้ำปิง ประเพณีลอยกระทงสาย ตาก

แสงประทีป ลอยเป็นสายไปตามลำน้ำ ยาวสุดสายตา เพื่อบูชาพระแม่คงคา อธิษฐานรอยพระบาท ลอยทุกข์ ลอยโศก ให้ห่างหายไปไม่กลับมา บรรยากาศที่งดงามของประเพณีลอยกระทงสาย ไหลประทีปพันดวงของชุมชนลุ่มแม่น้ำปิง

ความงดงามของกระทงสายที่ถูกปล่อยไหลไปตามสายน้ำปิง เป็นประเพณีที่มีเอกลักษณ์ของชาวจังหวัดตากที่งดงามและสืบทอดกันมานาน สำหรับที่อื่นๆ กระทงจะทำด้วยใบตอง แต่กระทงของที่นี่จะทำด้วยกะลามะพร้าว ที่ขัดล้างจนสะอาด ใช้เทียนไขที่เคี่ยวจนเหลว เทใส่ในกะลาที่มีด้ายฟั่นเป็นรูปตีนกา วางตรงกลาง เพื่อใช้จุดเป็นประทีป ยามเช้าชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านจะพร้อมใจกันจัดขบวนแห่ แต่งตัวสวยงามร่ายรำกันอย่างสนุกสนาน นำขบวนกระทงกะลามาลอยริ่มฝั่งแม่น้ำปิง รำลึกจิตอธิษฐานบูชารอยพระพุทธบาท และบูชาพระแม่คงคา และอธิษฐานเพื่อลอยทุกข์โศก จากนั้นปล่อยแพผ้าป่าน้ำ เป็นทานให้กับคนที่เก็บแพลอยน้ำไปได้

ประเพณีลอยกระทงสายของชาวจังหวัดตากนับได้ว่ามีความแตกต่างไปจากประเพณีการลอยกระทง
ทั่วไปและมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เริ่มตั้งแต่ตัวกระทงที่มักจะทำจากกะลา มะพร้าว เสียเป็นส่วนใหญ่ และนอกจากนี้ยังมีความโดดเด่นที่เกิดจากภูมิประเทศ กล่าวคือแม่น้ำปิง ที่ไหลผ่านจะมีลักษณะเป็นร่องน้ำที่เป็นสาย มีความสวยงามอย่างมากเมื่อกระทงไหล ไปตามสายน้ำดังกล่าวจะทำให้ดูเป็นเหมือนกระทงสายไหลไปตามแม่น้ำอย่างต่อเนื่องกัน การลอยกระทงสายนี้เป็นประเพณีที่ขึ้นชื่อและสร้างความภาคภูมิใจให้ชาวจังหวัดตากเป็นอย่างมาก สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งสำหรับนักท่องที่ยวก็คือก่อนที่จะมีการลอยกระทงสาย 1 วัน จะมีการประดิษฐ์กระทงนำและกระทงปิดท้าย ซึ่งมีความสวยงามและวิจิตรบรรจง และแสดงออกถึงความสามัคคีของแต่ละชุมชนที่ช่วยกันประดิษฐ์ขึ้นมา

ยามค่ำคืนจะมีการประกวดกระทงสาย ชาวบ้านจะช่วยกันคนละไม้คนละมือปล่อยกระทงกะลาลงในแม่น้ำเป็นระยะๆ ห่างเท่ากัน อย่างสม่ำเสมอ กระทงกะลามะพร้าวจะลอยเป็นสายยาวล่องไปตามแม่น้ำปิง ส่องแสงระยิบระยับสวยงามไปทั่วทั้งผืนน้ำ และถ้าหากกระทงสายของหมู่บ้านใด ลอยได้ระยะสม่ำเสมอ แสงไฟไม่ดับตลอดสายจะถือเป็นผู้ชนะ บรรยากาศสองฟากฝั่งเต็มไปด้วยความสนุกสนาน กองเชียร์ตีกลองร่ายรำกันอย่างครื้นเครง พลุดอกไม้ไฟถูกจุดขึ้นตระการตา อบอวลไปด้วยความงดงามและมิตรไมตรีของชาวแม่ปิง เป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก

อร่อยประจำถิ่น

  • อย่าพลาดอาหารว่างที่เป็นอาหารพื้นเมืองที่นิยมของชาวเมืองตาก คือ เมี่ยง ทำด้วยมะพร้าว ถั่วลิสง ใบเมี่ยงหมักเป็นหลัก อย่าลืมซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน

รู้ก่อนเดินทาง

  • ประเพณีลอยกระทงสายของจังหวัดตาก จะจัดขึ้นช่วง 15 ค่ำ เดือน 12 หรือเดือน พฤศจิกายน ของทุกปี
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Wednesday 10 June 2009 at 7:08 pm

เติมฝัน ปั้นจินตนาการ กับล้านของเล่น พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น พระนครศรีอยุธยา

ขึ้นชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ ย่อมหมายถึงแหล่งเรียนรู้ แต่ที่นี่กลับปลุกความฝันในวัยเยาว์ให้ตื่นขึ้นมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง กับสารพัดของเล่นหลากชนิด อันเป็นของสะสมส่วนตัวมายาวนานกว่า 20 ปี

พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดพระนครศรีอยุทธยาที่เริ่มได้รับ
ความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆไม่เพียงน่าสนใจแต่เฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เป็นเด็กเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มผู้ใหญ่ที่ต้องการย้อนรำลึกถึงอดีตที่ตัวเองลืมไปหมดสิ้นและ
ยังอยากปลูกฝังให้ลูกหลานได้รู้คุณค่าถึงของเด็กเล่นสมัยเก่า

ณุปแบบของพิพิธิภัณฑ์นั้นก็แตกต่างไปจากพิพิธิภัณฑ์แบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิงโดยจัดทำในรูปแบบ
ที่ทันสมัยและเปิดโอกาสให้เด็กๆได้มีส่วนร่วมแบะเล่นของเล่นที่จัดแสดงซึ่งเรียกได้ว่าสนุกสนานทั้ง
เด็กและผู้ใหญ่และได้ความรู้ไปในตัว นอกจากนี้ยังมีสวนหย่อม และสถานที่บริเวณสำหรับ พักผ่อนหย่อนในอันร่มรื่น ส่วนของเล่นที่นำมาจัดแสดงก็ประกอบไปด้วยหลาย ยุคหลายสมัยทั้งของเล่นของไทยและต่างประเทศรวบรวมไว้อย่างมากมาย

วันนี้เชื่อแน่ว่าคุณจะได้รู้จักชื่อของ รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ ผู้ปลุกจินตนาการและความฝันในวัยเด็กให้โลดแล่นเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตจริง ผ่านของเล่นนับล้านชิ้นที่อาจารย์ผู้นี้ใช้เวลาสะสมเกือบครึ่งชีวิตด้วยใจรัก และผูกพันกับของเล่นอย่างสุดซึ้ง เพราะงานอดิเรกเป็นนักวาดภาพประกอบเจ้าของผลงานหนังสือภาพสำหรับเด็กจำนวนมาก วันที่คว้ารางวัลนอมา จากประเทศญี่ปุ่น และได้เห็นพิพิธภัณฑ์ของเล่นคีตาฮา จึงเป็นการจุดประกายให้ท่านคิดอยากสร้างพิพิธภัณฑ์ของเล่นในเมืองไทย

เด็กๆจะได้เรียนรู้และสานจินตนาการผ่านของเล่นมากมาย บนอาคารพิพิธภัณฑ์ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า 2 ชั้น สีฟ้าขาว บางส่วนสร้างสรรค์ด้วยสีสันด้วยการกรุกระจกสี และผนังด้านในยังเพ้นท์การ์ตูนดูสนุกๆ ภายในนั้นจัดแสดงของเล่นหลากประเภท ทั้งตุ๊กตา หุ่นยนต์ ข้าวของเครื่องใช้ ฯลฯ ส่วนใหญ่เป็นของเล่นโบราณ ที่เราไม่ค่อยคุ้นตากันเท่าไหร่นัก ส่วนใครที่ชื่นชอบของเก่าเก็บแล้วละก็ ยังมีมุมจัดแสดงของเก่าย้อนยุค ทั้งวิทยุโบราณ แก้ว จาน ซองยาโบราณที่ปัจจุบันแทบไม่เห็นกันแล้ว และอีกสารพัดที่จะเรียกอดีตวัยเยาว์ของคุณกลับคืนมา

อร่อยประจำถิ่น

  • จังหวัดพระนครศรีอุยธยามีอาหารอร่อยหลายอย่างที่ขึ้นชื่อ ไม่ว่าจะเป็นปลาแม่น้ำ กุ้งแม่น้ำ ที่ร้านแพกรุงเก่า และร้านบ้านวัชราชัย หรือแม้แต่จานง่ายๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยว ที่อยุธยามีก๋วยเตี๋ยวเจ้าอร่อยให้เลือกชิมหลายร้าน หรือของฝากขึ้นชื่ออย่างโรตีสายไหม

รู้ก่อนเดินทาง

  • สามารถแวะไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ได้ ทุกวันอังคาร อาทิตย์ ตั้งแต่ 09.00 16.00 น.
  • สอบถามเพิ่มเติม โทร. 035 328 949 50, 081 890 5782, 086 334 4581
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Tuesday 9 June 2009 at 10:19 pm

ชมโคมลอยนับพัน ล่องลอยบนฟ้าในคืนลอยกระทง ประเพณีลอยโคมยี่เป็ง เชียงใหม่

ใครที่ชอบบรรยากาศพื้นเมือง รอยยิ้มที่เป็นกันเอง และความเป็นล้านนา การลอยกระทง และลอยโคมประทีปของที่นี่ จะสร้างความสดใสมีชีวิตชีวาให้กับคุณ

ชั่วโมงนี้คงจะไม่มีใครไม่รู้จักเทศกาลลอยโคมยี่เป็ง เทศกาลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเทศกาลยี่เป็งนี้ก็ไม่ได้มีความสำคัญด้อยไปกว่าเทศกาลลอยกระทงที่จัดกันในส่วนกลางแต่
อย่างใดจำนวนโคมสว่างไสวนับล้านดวงจะถูกปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้าในวันนี้ ซึ่งการลอยโคม ขึ้นสู่ท้องฟ้าก็เปรียบเสมือนการลอยทุกข์ลอยโศกขึ้นไปพร้อมกับโคมและเพื่อให้มีความสุขความเจริญ ในปัจจุบันประเพณีนี้ไม่ได้มีความสำคัญต่อผู้คนในท้องถิ่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังเป็นที่นิยมชม
ชอบของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ชอบถ่ายรูป และเก็บภาพโคมลอยสวยๆเป็นประจำทุกๆปี และนอกจากนี้ประเพณีลอยโคมยี่เป็ง ไม่ได้จัด กันเฉพาะในจังหวัดเชยงใหม่ แต่ยังรวมไปถึงจังหวัดอื่นๆ ในนภาคเหนืออีกด้วย

โคมไฟหลายพันดวง ลอยเป็นสายเต็มฟากฟ้ายามราตรี ทำให้ฟ้าค่ำคืนนี้สว่างไสว ประดุจดวงดาวนับล้านๆดวง ชาวบ้านเชื่อกันว่า ประเพณีลอยโคมยี่เป็ง เป็นการปลดปล่อยความทุกข์ความโศก และสิ่งไม่ดีในชีวิต ให้ลอยไปกับโคมประทีป ตามวัดวาอาราม บ้านเรือนของชาวบ้านล้านนา จะประดับประดาไปด้วยโคมไฟ และดอกไม้นานาพันธุ์ อรุณรุ่งของวันยี่เป็ง ชาวบ้านจะถวายข้าวมธุปายาสแด่พระพุทธเจ้า จากนั้นจะเดินทางไปที่วัด นำข้าวปลาอาหารไปถวายพระสงฆ์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและร่วมฟังเทศน์มหาชาติ

ใครที่ชอบความครึกครื้น ช่วงกลางวันที่ถนนท่าแพ จะมีขบวนแห่กระทงขนาดใหญ่ มีการประกวดกระทงที่น่าตื่นตาตื่นใจ อบอวลไปด้วยบรรยากาศรื่นเริงของนางรำ นางฟ้อน ที่วาดลีลาอ่อนช้อยไปตามท้องถนน ตกเย็นเป็นเวลาที่โคมลอยหลายพันดวงจะถูกจุดขึ้นพร้อมๆกัน แล้วทยอยปล่อยโคมเป็นสายยาว พร้อมอธิษฐานจิต ให้โคมนั้นลอยไปเพื่อถวายแด่พระพุทธเจ้า พระเกตุแก้วจุฬามณี บนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ปล่อยทุกข์โศก โรคภัยในชีวิตให้ลอยหายมลายสิ้นไปพร้อมกับโคมลอย

อร่อยประจำถิ่น

  • อาหารพื้นเมืองยอดนิยมของที่นี่ น้ำพริกหนุ่ม แคบหมู เจ้าอร่อยที่ร้านเจ๊หงส์ ร้านน้ำพริกหนุ่มบุญศรี อยู่ในตลาดวโรรส ไส้อั่วมีทุกตลาด หรือลองแวะซื้อไส้อั่วต้นมะขามเป็นเพิงเล็กๆ อยู่บนถนนเลียบตลองชลประทาน

รู้ก่อนเดินทาง

  • ลอยโคมยี่เป็ง จัดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ประมาณเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันลอยกระทง
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Tuesday 9 June 2009 at 7:01 pm

สนุกกับความมหัศจรรย์ของสมุนไพรใกล้ตัว บ้านดงบัง ปราจีนบุรี

เปิดความมหัศจรรย์ของสมุนไพรไทย พร้อมกับอิ่มอร่อยกับอาหารจานสมุนไพร ที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศน้ำมิตร คือของขวัญจากบ้านดงบังที่ตั้งใจจะมอบให้แก่ผู้มาเยือนทุกคน

บ้านดงบังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงด้านสมุนไพรอันเก่าแก่แห่งหนึ่งของเมืองไทยซึ่งก่อกำเนิด
มาจากหมู่บ้านสมุนไพรเล็กๆที่ชาวบ้านรวมตัวกันขึ้นมา ซึ่งแต่เดิมไม่ได้เน้นการปลูก หรือเพราะเลี้ยงและผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรจำหน่ายอย่างในปัจจุบัน หากเป็นเพียงแค่การ ปลูกพืชผักทำสวนและปลูกหน่อไม่ไผ่ตงซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อของจังหวัดปราจีนบุรี

บ้านดงบังเริ่มเปลี่ยนมาเป็นชุมชนสมุนไพรอย่างจริงจังเมื่อปี พศ 2543 โดยนายแดง มุกดา ซึ่งเป็นหมอยาประจำหมู่บ้านซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสมุนไพรได้ทำการจัดตั้งกลุ่มสมุนไพร
บ้านดงบังขึ้นโดยในเริ่มแรกมีสมาชิกอยู่ประมาณ 22 คนและเพิ่มจำนวนสมาชิกขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มพัฒนาขึ้นเป็นกลุ่มใหญ่เรื่อยๆโดยได้รับการสนับสนุนจากทางราชการโดยกรมส่งเสริมการ
เกษตร ปัจจุบันบ้านดงบังก่อตั้งเป้นหมู่บ้าน
OTOP ที่มีความเชี่ยวชาญด้านพืชสมุนไพรที่มีชื่อเสียงเป้นอันดับหนึ่งของจังหวัดปราจีนบุรี

เพลินตาไปกับหมู่บ้านนักท่องเที่ยวสมุนไพรแห่งแรกของเมือไทยที่ บ้านดงบัง จ.ปราจีนบุรี ที่ซึ่งหลอมรวมการท่องเที่ยวและเรื่องราวของสมุนไพรไว้ได้อย่างน่าทึ่ง มากมายด้วยสาระความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรนานาชนิด ตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป ที่ควบคู่ไปกับความบันเทิงอันน่ารื่นรมย์ ให้คุณได้ลิ้มรสเมนูสมุนไพรแสนอร่อย ผ่อนคลายความเมื่อยล้าด้วยการนวดอโรมา เธอราพี ตำรับชาวบ้าน

หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านแท้จริง เดิมเป็นแหล่งปลูกสมุนไพรสำคัญที่ป้อนให้แก่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งชาวบ้านได้นำความรู้สมุนไพรที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณมาสืบสานและต่อยอด จนในที่สุดได้พัฒนาให้เป็นหมู่บ้านนักท่องเที่ยว ไกด์ประจำถิ่นที่เป็นลูกๆหลานๆบ้านดงบัง จะพาคุณไปชมขั้นตอนการปลูก แปรรูปสมุนไพร ทั้งยังอธิบายสรรพคุณของสมุนไพรแต่ละตัว ตบท้ายด้วยการได้ชิมเมนูสุขภาพจากบ้านดงบัง ที่รับรองว่าอร่อยล้ำจนอยากขอสูตรกลับไปทำที่บ้านเชียวหละ นอกจากนี้ยังมีบริการโฮมสเตย์กลางสวนสมุนไพรสำหรับใครก็ตามที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตชนบท
กลางธรรมชาติ นับเป็นทริปที่ได้ทั้งความรู้และความสนุกสนานรอบด้าน

อร่อยประจำถิ่น

  • ชาวบ้านดงบังนำสมุนไพรไทยมาปรุงอาหารได้เลิศรสเช่น ยำผักกระสัง แกงไพลม่วงกับปลาดุก ส้มตำลูกยอ บำใบบัวบก และอีกสารพัดเมนูที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ

รู้ก่อนเดินทาง

  • เลือกซื้อสมุนไพรแปรรูปจากบ้านดงบังกันจุใจแล้วอย่าลืมแวะซื้อต้นไม้นานาพันธุ์ที่อยู่รายรอบ เพราะเส้นทางสายนี้เป็นแหล่งผลิตต้นไม้ประดับสวนขึ้นชื่อระดับประเทศ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 037 213 681, 037 211 523
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Monday 8 June 2009 at 10:04 pm

สัมผัสชีวิตคนภูเขา ของชาวอาข่า ประเพณีโล้ชิงช้าชาวอาข่า เชียงราย

การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สำหรับบางคนแล้ว เป็นสิ่งที่น่าหลงใหล เพราะได้สัมผัสกับวิถีชาวบ้าน ยิ่งมีชาวภูเขา ป่าเขียว และมีหมอกลอยห่มคลุมขุนเขา เป็นฉากหลัง คลอเบาๆด้วยเสียงดนตรีของชาวอาข่า ยิ่งน่าชม

ประเพณีอันมีเสน่ห์และน่าเลื่อมใสของชาวอาข่านี้ถูกเรียกโดยชาวอาข่าพื้นเมืองว่า แย้ขู่อ่าเผ่ว ซึ่งเป็นประเพณีที่ถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยจะเริ่มจัดกันในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ยาวไปจนถึงต้นเดือนกันยายน ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวเชิงศิลปะวัฒนธรรมที่มีเพียงปีละครั้งเท่านั้น ประเพณีโล้ชิงช้ามีความสำคัญและผูกพันกับชาวอาข่าอย่างมากมาย เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดความรู้ในหมู่ชุมชนแล้วยังเกี่ยวพันกับวิถีการดำรงชีวิตประจำวันของชาว
เขาเผ่าอาข่าอีกด้วย พิธีโล้ชิงช้าจะประกอบๆไปด้วยองค์ประกอบหลัก 4 อย่างคือ วันที่ 1 จะเป็นวันที่ทุกคนจะทำการตระเตรียมสิ่งของที่ใช้ในการโล้ชิงช้าซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งจะ
ต้องให้แม่บ้านหรือลูกสาวเป็นคนไปตัก เพื่อนำมาสักการะบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว วันที่ 2 เป็นวันที่จะต้องเตรียมทำการสร้างชิงช้าซึ่งในวันนี้จะไม่มีการทำพิธีใดๆทั้งสิ้นนอกจากการวางแผน
และก่อสร้างชิงช้า ส่วนวันที่ 3 คือวัน
ล้อดา อ่าเผ่ว ซึ่งจะเป็นวันที่ประกอบพิธีทำบุญต่างๆและในวันสุดท้ายคือวันที่ 4 คือวัน จ่าส่า ซึ่งจะไม่มีกิจกรรมหรือประกอบพิธีใดๆเลยนอกจากทุกคนจะมากันมาโล้ชิงช้ากันทั้งหมดในวันนี้

ประเพณีรื่นเริงที่สำคัญมากประเพณีหนึ่งของชาวอาข่าคือ ประเพณีโล้ชิงช้า ถือเป็นการแสดงความเคารพและความกตัญญูต่อพระคุณแห่งเทพธิดาอึ่มซาแยะ ผู้ประทานความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พวกเขา และเป็นการเซ่นไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ พิธีนี้จะทำขึ้น 4 วัน วันแรกของเทศกาลชาวอาข่าเรียกว่า วันควาย ถือเป็นวันของการเซ่นไหว้บรรพบุรุษในตอนกลางคืน วันที่ 2 ตรงกับ วันเสือ จะเป็นวันสร้างชิงช้าใหญ่ของชุมชน โดยทุกครัวเรือนจะมารวมกันที่บ้านของผู้นำจื่อมะ และสร้างชิงช้าเพื่อใช้ในพิธี วันที่ 3 ตรงกับ วันลา ถือว่าเป็นวันที่ยิ่งใหญ่ มีพิธีเซ่นไหว้ตั้งแต่เช้ามืด ตกเย็นมีการเลี้ยงฉลอง มีการเต้นรำอย่างสนุกสนานในตอนกลางคืน วันสุดท้ายของเทศกาลตรงกับ วันกระต่าย ชาวบ้านจะมาร่วมโล้ชิงช้าในช่วงเย็น

นอกจากนะได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวอาข่าอย่างใกล้ชิดแล้ว ในช่วงพลบค่ำ อากาศเยือกเย็นนั่งอบอุ่นข้างๆกองไฟใกล้ๆกับเสาชิงช้า ที่ชาวบ้านร่วมกันสร้าง ฟังเสียงดนตรีจากเครื่องดนตรีพื้นบ้านผสานกับเสียงของหนุ่มสาวชาวอาข่า ที่จับมือล้อมวงร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน วิถีชีวิตที่คุณจะไม่ได้สัมผัสที่ไหนนอกจากบนดอยแห่งนี้

อร่อยประจำถิ่น

  • มาเชียงราย ขอแนะนำ ก๋วยเตี๋ยวน้ำเงี้ยว ต้องร้านก๋วยเตี๋ยวน้ำเงี้ยวหนองบัว อยู่บนถนนศรีทรายมูล ส่วนใครชอบข้าวซอย และไส้อั่ว ต้องร้านข้าวซอยพอใจ ถนนเจ็ดยอด รสเด็ด

รู้ก่อนเดินทาง

  • ประเพณีนี้จะจัดในช่วงปลายเดือน สิงหาคม ต้นเดือน กันยายน โดยจะจัดวนไปตามแต่ละหมู่บ้านของชาวอาข่า จังหวัดเชียงราย
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Monday 8 June 2009 at 7:00 pm

ดื่มด่ำคุณค่า ความเป็นไทย ภายในหนึ่งวัน เมืองโบราณ สมุทรปราการ

การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ เช่นเดียวกับเมืองโบราณ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งแรกของไทย ที่รวบรวมมรดกไทย ตั้งแต่สมัย 700 ปีผ่านไป ให้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง

หากจะกล่าวว่าเมืองโบราณ เปรียบได้กับบานประตูที่เปิดออกสู่อดีตก็คงจะไม่ผิดอะไรเพราะทันทีที่ได้ก้าวผ่านประตูแห่งกาล
เวลาเข้ามา จะได้เห็นภาพสะท้อนทางภูมิปัญญาและมรดกอันล้ำค่าของชาวไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน บนพื้นที่กว่าร้อยไร่ของเมืองโบราณแห่งนี้ เปรียบได้กับพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่รวบรวมไว้ทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา ศิลปะ และขบนธรรมเนียมประเพณีไทยของคนไทยทุกภาค ทุกสมัย ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี ล้านนา ล้านช้าง สุโขทัย อู่ทอง อยุธยา ธนบุรี จนกระทั่งถึงรัตนโกสินทร์

เมืองโบราณถูกก่อสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2506 ซึ่งนับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองสมุทรปราการ และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวกลางแจ้งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือมีเนื้อที่ถึง 50 ไร่ โดยประมาณ เมืองโบราณเป็นแหล่งรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง จากทั่วประเทศ ซึ่งเปรียบเสมือนท่านมามารถเที่ยวทั่วไทยได้ภายใน 1 วัน ในสมัยก่อนเมืองโบราณจัดเป็น สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในด้านการอนุรักษ์และเป็นแหล่งความรู้ในด้านประวัติศาสตร์และ
โบราณคดี แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาจนกลายเป็นสถานที่ที่เป็นที่พักผ่อน หย่อนใจ ที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ความรู้กลับไปแล้ว ก็ยังได้ความสบายใจและผ่อนคลาย กลับไปด้วย และเนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีอาณาบริเวณ อันกว้างขวาง ทางเมืองโบบราณ จึงได้จัดรถไว้ให้บริการกับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้นำรถมาด้วย และนอกจากนี้ยังมีบริการเช่าจักรยานขี่รอบเมืองโบราณอีกด้วย

ประตูเมืองโบราณเปิดต้อนรับ ด้วยบรรยากาศแบบไทยๆ ภายในแบ่งออกเป็นภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดน้ำโบราณแบบภาคกลาง หมู่บ้านอีสานของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด่านเจดีย์สามองค์ของกาญจนบุรี วิหารพระศรีสรรเพชญ์ของเมืองอยุธยา หรือแม้กระทั่งเขาพระวิหาร ก็มีการจำลองตั้งแต่ทางขึ้นไปจนถึงทุกรายละเอียดของสถาปัตยกรรมขอมโบราณ เรียกว่ามาเมืองโบราณแห่งเดียวก็สามารถสัมผัสเมืองไทยได้อย่างครบถ้วนทุกซอกทุกมุมเลยทีเดียว

อร่อยประจำถิ่น

  • มาเมืองโบราณทั้งทีต้องแวะมาชิมอาหารโบราณกันที่ตลาดน้ำ ที่จำลองบรรยากาศและรสชาติอาหารดั้งเดิมมาให้ได้ชิม แม่ค้าพายเรือเร่มาขาย คนซื้อก็นั่งรับลมเย็นอยู่ที่ศาลา หรือจะขับรถไปชิมอาหารทะเลแถวบางปูอย่างร้านระเบียงทะเลก็ได้

รู้ก่อนเดินทาง

  • ถ้าจะให้สนุกยิ่งขึ้นแนะนำว่าให้ลองใช้จักรยานนำเที่ยวนอกจะได้ออกกำลังกายแล้ว การปั่นจักรยานยังทำให้คุณได้สัมผัสเมืองโบราณได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
  • เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ โทร. 02 709 1644 5 หรือ www.ancientcity.com
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Monday 8 June 2009 at 6:42 pm

สลัดความวุ่นวายจากเมือง… ด้วยวิถีไทยบำบัด โรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์ นครปฐม

หากเมืองคือมลพิษที่กลืนกินชีวิตเราทุกขณะ… ลองสลัดคราบคนเมืองออกสักครั้งพักกายใจไปกับสายน้ำและวิถีไทยท่ามกลางธรรมชาติ แล้วคุณจะพบว่าถึงเวลาแล้วที่ควรมอบรางวัลดีๆให้กับชีวิตและครอบครัวดูบ้าง

ในเมืองที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย บางทีเรามุ่งแต่การทำงาน…จนไม่มีเวลาพัก ทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าสะสม สิ่งที่รับกลับมามีเพียงความว้าวุ้น… เหนื่อยใจ แต่ความสงบงามริวลำน้ำท่าจีนโรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์ กำลังจะบอกว่าถึงเวลาแล้วที่คุณควรจะฟังเสียงหัวใจตัวเองและยิ้มให้กับตัวเองและคนที่รัก
อย่างเปี่ยมสุข

ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก โรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์ รีเสอร์มเก่าแก่ริมน้ำท่าจีนที่วางตัวอย่างสงบงามและเปี่ยมเสน่ห์ท่ามกลางมวลดอกไม้ จะกลายเป็นพรมแดนใหม่ของคนรักสุขภาพอย่างแท้จริง คุณจะได้เรียนรู้การดูแลสุขภาพเชิงองค์รวมที่นำหลักการธาตุเจ้าเรือน ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่สอดแทรกอยู่ในทุกจังหวะของชีวิต ความรื่นรมย์จากรีสอร์ทที่มอบความสุขครบถ้วนในทุกสัมผัสทั้ง 5 เมื่อธรรมชาติสวยงามกระทบสู่ดวงตา หูแว่วยินเสียงกระซิบจากดอกไม้ กลิ่นหอมจรุงใจลอยมาแตะจมูก อร่อยกับอาหารเลิศรสและดีต่อสุขภาพ และได้สัมผัสถึงหัวใจวิถีไทยด้วยความสนุกสนาน ผ่อนคลายกับสปาไทย สุขทั้งกายและยังส่งต่อความสุขเบิกบานในหัวใจ คงไม่มีสุขใดเทียมเท่าอีกแล้ว

นักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางไปยังรีสอร์แห่งนี้แล้วก็มักจะอดไม่ได้ที่จะเดินทางไปอีกเป็นครั้งที่สอง
เพราะความที่เป็นรีสอร์ทที่สวยงามทันสมัยและที่สำคัญคืออยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพและเป็นจุดศูนย์
กลางที่สามารถเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ได้ภายใน 1 วัน ท่านสามารถเดินทางไปยัง สวนสามพรานหรือสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆในจังหวัดนครปฐมได้อีก เช่น พระปฐมเจดียฟาร์จรเข้สามพราน ตลาดโบราณ 100 ปี และอื่นๆอีกมากมาย ควบคู่ไปกับการพักผ่อน กับธรรมชาติที่โรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์จะทำให้วันหยุด อันแสนจำกัดของคุณเต็มไป ด้วยความประทับใจ

อร่อยประจำถิ่น

  • พลาดไม่ได้เลยคือ มะพร้าวน้ำหอมของอำเภอสามพราน ส่วนรีสอร์ทมีร้านอาหาร อิน จัน บริการอาหารไทยตำรับดั้งเดิม เมนูน่าสั่งได้แก่ เนื้อเค็มต้มกะทิ น้ำพริกไทยอ่อน ฯลฯ ทุกจานรสจัดจ้านไทยแท้ แล้วอย่าลืมล้างปากด้วยขนมไทยของทางรีสอร์ท ไม่ว่าจะเป็น ตะโก้ ขนมสอดไส้ ขนมครก รับรอง… อร่อย จนต้องซื้อกลับบ้าน

รู้ก่อนเดินทาง

  • ลองตื่นเช้ามาตักบาตรริมน้ำ ทำให้ใจสดชื่น รื่นรมย์ หลังจากนั้นก็เดินชมสวนกุหลาบ หรือจะเดินชมสวนพรรณไม้ไทยหายาก สำหรับคนรักต้นไม้แล้ว เชื่อว่าจะต้องหลงใหลที่นี่เลยทีเดียว
  • โรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์ โทร. 034 322 544 หรือ www.rosegardenriverside.com
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Sunday 7 June 2009 at 9:57 pm

สู่การผจญภัย ในพรมแดน ที่ไร้กำแพงกั้น ระหว่างคนและสัตว์ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ชลบุรี

เติมสีเขียวใส่หัวใจ ด้วยการผจญภัยท่องไปในโลกกว้างที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ดินแดนที่ทุกคนในครอบครัว จะได้เรียนรู้ชีวิตสัตว์โลกอย่างถ่องแท้และเข้าถึง เมื่อไร้ซึ่งกำแพงกั้น

เชื่อไหมว่าหัวใจของเด็กๆ จะพองโตขึ้นทุกครั้ง เมื่อจะได้ไปเที่ยวสวนสัตว์ และหากได้ไปเยือนสวนสัตว์เปิดเขาเขียวสักครั้ง เด็กน้อยจะรู้สึกเหมือนได้ผจญภัยในป่าใหญ่ที่เต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิด เพราะที่นี่เป็นสวนสัตว์เปิด ทำให้ใกล้ชิดกับเจ้าสิงสาราสัตว์กันได้เต็มที่ มีสัตว์กว่า 8,000 ตัว กว่า 300 ชนิดให้ชื่นชมกันได้อย่างละลานตา

ดูเหมือนเสือขาวจากหุบเสือป่าจะกลายเป็นดาราเด่นของที่นี่ไปเสียแล้ว เพราะเด็กๆให้ความสนใจเป็นพิเศษ แต่กรงนกใหญ่ก็ไม่น้อยหน้า ภายในกรงอันกว้างใหญ่นี้เต็มไปด้วยนกหลากชนิด ทั้งไก่ฟ้าหายาก นกยูง นกสวยงามจากต่างประเทศ ต่อด้วยการออกไปให้อาหารในสวนละมั่ง ที่สร้างความสุขได้ทั้งครอบครัว กิจกรรมตอนกลางคืนที่น่าตื่นเต้นคงหนีไม่พ้นไนท์ซาฟารี เปิดมิติใหม่ให้ครอบครัวได้ชมพฤติกรรมสัตว์ป่าเวลากลางคืน โดยขบวนรถพ่วงที่พาไปสัมผัสชีวิตสัตว์กลางคืนกันอย่างใกล้ชิด เพื่อการเรียนรู้ชีวิตสัตว์แบบครบวงจร ทั้งยังเป็นการเรียนรู้ร่วมกันของครอบครัวที่เปี่ยมไปด้วยความสุขเหลือล้น ถ้าอยากดื่มด่ำบรรยากาศสวนสัตว์เปิดให้เต็มอิ่ม ลองแวะพักรีสอร์มเขาเขียว เอสตาเต้้ แค้มป์ปิ้งหรูกลางสวนสัตว์ เวลานอนจะแว่วได้ยินเสียงกวางร้องยามค่ำคืนเหมือนนอนกลางป่าจริงๆ

กิจกรรมที่น่าสนใจและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปสวนสัตว์เปิดเขาเขียวอีกอย่างหนึ่ง
ก็คือการขับรถกอล์ฟชมสวนสัตว์ด้วยตัวเองซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก โดยจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงในการขับรถกอล์ฟชมรอบสวนสัตว์ ซึ่งท่านจะสามารถ ควบคุมเวลาได้ด้วยตัวเอง เหมาะสำรับการไปท่องเที่ยวแบบเป็นครอบครัว นอกจากนี้ ในสวนสัตว์เปิดเขาเขียวยังมีรีสอร์ทที่พักที่สวยงามตั้งอยูด้านในคือ เขาเขียวเอสตาเต้ ซึ่งจะเป็นที่พักแบบรีสอร์ทเป็นเต๊นท์ขนาดใหญ่สามาถพักได้หลายคน ซึ่งนับว่าเป็นที่พักที่ให้บรรยากาศที่ใกล้ชิดธรรมชาติอย่างแท้จริง นอกจากขับรถชมสัตว์แล้ว ทางสวนสัตว์เปิดเขาเขียวยังมีการจัดการแสดงของสัตว์อีกหลายชนิดซึ่งท่านสามารถตรวจสอบ
รอบการแสดงและชนิดของสัตว์ที่จัดแสดงได้กับเว็บไซต์ของสวนสัตว์

อร่อยประจำถิ่น

  • เลือกรับประทานอาหารหลากชนิดที่มีบริการในร้านค้าของสวนสัตว์ หรือแวะชิม ไก่หุบบ่อน นำมาปรุงสารพัดรูปแบบได้บนเส้นทางเลี่ยงเมืองกรุงเทพ พัทยา ก่อนถึงสวนสัตว์เปิดเขาเขียว

รู้ก่อนเดินทาง

  • สวนสัตว์เปิดเขาเขียว โทร. 038 298 270, 038 298 195 www.kkopenzoo.com
  • เขาเขียว เอสตาเต้ โทร. 02 730 0935 6 www.estateresort.com
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Saturday 6 June 2009 at 9:49 pm

สูดโอโซนให้ ชุ่มปอด กลางอ้อมกอดไร่องุ่น วังน้ำเขียว นครราชสีมา

เพราะวังน้ำเขียวมีปริมาณโอโซนติด 1 ใน 7 ของโลก คงไม่มีที่ใดอีกแล้วที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง เพียงได้รับอากาศดีๆ อาหารสดใหม่ เท่านี้ร่างกายก็กลับคืนสู่ความมีชีวิตชีวาอีกครั้ง…

เนื่องจากวังน้ำเขียวเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงและมีสภาพธรรมชาติที่ค่อน
ข้างจะสมบูรณ์จึงเต็มไปด้วยสัตว์ป่าและพรรณไม้นานาชนิด รวมทั้งมีสภาพอากาศ ที่เย็นสบายตลอดทั้งปี สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจก็มีทั้งน้ำตกซึ่งมีอยู่หลายแห่ง เช่น น้ำตกคลองดินดำ น้ำตกขุนโจร น้ำตกห้วยใหญ่ใตน้ำตกสวนห้อม และนอกจากมียังมี แปลงผักและสวนผลไม้นานาชนิดให้ได้เที่ยวชมและชิมผลไม่รสชาตอร่อยและราคาประหยัด

ถึงแม้ว่าวังน้ำเขียวจะเป็นสถานที่ที่สามารถไปเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ฤดูท่องเที่ยวที่มีคนนิยมไปมากที่สุดคือในช่วงเดือน พฤศจิกายน-มกราคมซึ่งเป็นฤดูหนาว โดยจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 9-18 องศา ซึ่งถือว่ากำลังเย็นสบาย ประกอบกับเป็นช่วงที่มีฝนปรายๆ ซึ่งจะทำให้บรรยากาศชุ่มชื้นยิ่งขึ้น

อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี กลายเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาของอำเภอวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ยิ่งเมื่อได้รับการจัดอันดับของโอโซนว่าติดอันดับ 1 ใน 7 ของโลก อำเภอวังน้ำเขียว กลายเป็นจุดหมายใหม่ของคนรักสุขภาพ ที่อยากใช้เวลาทั้งวันแบบแนบชิดป่าเขาท่ามกลางบรรยากาศของไร่องุ่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ

มีคนบอกว่ามาวังน้ำเขียวที่เดียว เที่ยวได้หลายอย่าง… ก็คงจะจริง เพราะความหลากหลายที่มีอยู่ในพื้นที่แถบนี้ เหมือนเป็นของขวัญล้ำค่าจากธรรมชาติมอบให้มนุษย์ นอกจากเรื่องอากาศดีติดอันดับโลกแล้ว วังน้ำเขียวยังเป็นที่ที่ให้คุณเพลิดเพลินไปกับชีวิตในไร่องุ่น ชมการผลิตไวน์ระดับชาวบ้านแต่คุณภาพคับแก้ว สนุกกับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ทั้งผักผลไม้ปลอดสารพิษ ไม้ดอกไม้ประดับที่พากันมาอวดสีสันเร้าใจ แม้แต่เส้นทางการผจญภัย คุณก็สามารถสนุกได้กับหลากหลายกิจกรรมผจญภัย ตั้งแต่เดินป่าศึกษาธรรมชาติจนถึงเครื่องเล่นผาดโผนที่มนุษย์สร้างขึ้นมาท้าทาย คงไม่เกินเลยนักหรอกถ้าจะบอกว่า วังน้ำเขียวเป็นที่ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพดีของครอบครัว

อร่อยประจำถิ่น

  • เลือกซื้อองุ่นสดจากไร่ต่างๆ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากองุ่น เช่น น้ำองุ่นสด แยมองุ่น รวมทั้งผักผลไม้เมืองหนาวอื่นๆ เช่น เห็ดหอม ลำไย ลิ้นจี่ ผักปลอดสารพิษ ฯลฯ

รู้ก่อนเดินทาง

  • อำเภอวังน้ำเขียวเที่ยวได้ตลอดทั้งปีในบรรยากาษแตกต่างกัน ฤดูฝน จะได้สัมผัสหมอกฝนที่สดชื่น ส่วนฤดูหนาวสายลมหนาวจะพัดผ่านให้ที่นี่เย็นสบายคลายร้อน
  • การเดินทางสามารถใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 304 สายนครราชสีมา วังน้ำเขียว ชลบุรี เป็นเส้นทางหลักที่ผ่านอำเภอวังน้ำเขียว
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Friday 5 June 2009 at 9:41 pm

Next Page »