เพลิดเพลินกับ สรรพสัตว์และฝูงปลา นานาชนิด สวนสัตว์เชียงใหม่ เชียงใหม่

เพลิดเพลินกับสรรพสัตว์นานาชนิด ตื่นตากับฝูงปลานับร้อยพัน ในอควาเรียมที่ยาวที่สุดในเอเชีย ที่ที่จะช่วยเติมเต็มความสุขของพ่อแม่ ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของลูกๆ

ความคึกคักภายในสวนสัตว์เชียงใหม่เริ่มขึ้น เมื่อเจ้าแพนด้าผู้น่ารักสองตัว หลินฮุ่ย กับ ช่วงช่วง เข้ามาร่วมชายคาเป็นดาราชูโรงที่ดึงดูดเด็กๆมากมาย ไม่เว้นแม้แต่ผู้ใหญ่ ให้เดินทางเข้ามาสัมผัสชีวิตของสองทูตน้อยผู้น่ารักจากจีนแผ่นดินใหญ่กันอย่างคับคั่ง และวันนี้ เชียงใหม่ ซู อควาเรียม พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำครบวงจรแห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชีย ก็กำลังสร้างมนต์เสน่ห์ดึงดูดผู้มาเยือนให้ตื่นตาตื่นใจไปกับฝูงปลาหลากชนิดกว่า 8,000 ตัว

ภายในอุโมงค์ใต้น้ำยาวกว่า 133 เมตร ซึ่งยาวที่สุดในเอเชียนั้น เด็กๆจะได้เรียนรู้ระบบนิเวศน์ที่เชื่อมต่อระหว่างโลกของสัตว์น้ำจืดและเค็ม มองดูปะการังกำลังพริ้วไหว แถมยังได้เรียนรู้เรื่องราวของนิเวศวิทยาทางน้ำที่มีจุดเริ่มต้นจากดอยอินทนนท์ ก่อนเดินสู่ป่าโกงกางจำลองบรรยากาศหุบเขาและเขื่อนภูมิพลได้อย่างน่าสนใจ ทั้งยังสนุกกับป่าชุ่มน้ำที่คล้ายลุ่มน้ำอเมซอน โซนแมลงนานาพันธุ์ เรียกได้ว่ามาที่นี่ที่เดียว ทั้งครอบครัวจะได้เรียนรู้ธรรมชาติร่วมกันอย่างเบิกบานกายและใจเป็นที่สุด

ดูเผินๆแล้วนักท่องเที่ยวหลายๆคนมักจะคิดว่าสวนสัตว์เชียงใหม่นั้นน่าจะเหมาะกับเด็กๆมากกว่าผู้ใหญ่
แต่ในความเป็นจริงแล้วสัตว์ในสวนสัตว์เชียงใหม่นั้นมีปริมาณและชนิดความถึงความน่าสนใจที่ไม่ด้วย
ไปกว่าสวนสัตว์อื่นๆที่มีชื่อเสียงในเมืองไทย จากท่องเที่ยวกันในเชิงอนุรักษ์และ ในเชิงค้นคว้าหาข้อมูลแล้ว นับว่ามีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะสวนสัตว์เชียงใหม่นั้น ได้มีการรวบรวมเอาสัตว์ที่ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในเมืองไทยมาให่ชมกันหลายชนิดไม่เพียง
แต่หมีแพนด้าช่วงช่วง และหลินฮุ่ยท่านั้น แต่ยังมีหมีโคอาล่าจากประเทศออสเตรเลียซึ่งน้อยคนที่จะมีโอกาส
ได้ไปชมถึงถิ่นกำเนิด ซึ่งความหลากหลายเหล่านี้ทำให้มีข้อมูลในการค้นคว้าหาความรู้เกี่ยว กับสัตว์ต่างถิ่นอย่างมากมาย

ในปัจจุบัน ทางสวนสัตว์มีการปรับปรุงสถานที่และบริเวณให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมากใน
แต่ละวัน ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นในช่วงเทศหาล ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดหรือไม่สะดวกแต่อย่างใด

อร่อยประจำถิ่น

  • ในสวนสัตว์เชียงใหม่มีร้านค้าจำหน่ายอาหารให้เลือกมากมายหลายประเภท ทั้งฟาสฟู้ด อาหารจานเดียว เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว สะดวกสบายสำหรับทุกคนในครอบครัว

รู้ก่อนเดินทาง

  • สามารถเดินทางเข้าชมได้ตลอดทั้งปี และเก็บค่าบัตรผ่านประตูอควาเรียม สำหรับผู้ใหญ่ 220 บาท และเด็ก 130 บาท
  • สวนสัตว์เชียงใหม่ โทร. 053 221 179
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Saturday 30 May 2009 at 10:48 pm

ตื่นตาน้ำพุร้อน ที่พุ่งทะยาน จากดินสู่ฟ้า โป่งเดือด ป่าแป๋ เชียงใหม่

อัศจรรย์น้ำพุร้อนกีเซอร์ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย มากมายด้วยสรรพคุณเพื่อการบำบัดรักษาท่ามกลางธรรมชาติเขียวสดของหมู่ไม้ โป่งเดือดป่าแป๋ จึงกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายในใจของคนรักสุขภาพ

เมื่อนึกถึงสถานที่อันมีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงใหม่หรือแม่ฮ่องสอน หลายๆคนคงนึกถึงอำเภอปาย ซึ่งในปัจจุบันแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จักอำเภอนี้ ซึ่งเมื่อเดินทางมาอำเภอปาย โดยใช้เส้นทางแม่มาลัย-ปาย นักท่องเที่ยวหลายๆคนก็จะต้องเดินทางผ่านบ่อน้ำร้อนโป่งเดือดหรือโป่งเดือดป่าแป๋ซึ่งในอดีต
นักท่องเที่ยวก็มักจะแวะชมในฐานะที่เป็นทางผ่านไปยังอำเภอปาย แต่ในปัจจุบัน โป่งเดือดป่าแป๋ไม่ใช่รู้จักในฐานะทางผ่านอีกต่อไป เนื่องมาจากได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ มีบ่อน้ำร้อนให้นักท่องเที่ยวลงไปแช่และสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดพร้อมทั้งแช่น้ำร้อนรักษา
สุขภาพไปในตัว

เพราะเมืองไทยมีธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์ซุกซ่อนอยู่มากมาย แม้แต่น้ำพุร้อนที่โป่งเดือดป่าแป๋ในเขตอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นน้ำพุร้อนกีเซอร์ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย
ยังมอบความตื่นตาจากสายน้ำ พุ่งพวยจากระดับผิวดินเป็นครั้งคราวตลอดเวลา ตามแรงดันใต้ผิวดินถ้าเทียบกับพ่อน้ำพุร้อน ที่เป็นเพียงน้ำผุดขึ้นมาเท่านั้น นับว่าโป่งเดือดป่าแป๋อลังการกว่ากันมากนัก ทั้งยังมีสรรพคุณช่วยบำบัดรักษาโรคปวดตามข้อได้ดีอีกด้วย ในอดีตน้ำพุร้อนจากที่แห่งนี้พวยพุ่งจากพื้นดินสูงถึง 2 เมตร จากบ่อใหญ่ที่สุดในบรรดา 3 บ่อที่มีอยู่ ทุกๆ30วินาที คุณจะได้พบน้ำพุร้อนอุณหภูมิสูงถึง 99 องศาเวลเซียส ที่ทะยานขึ้นจากดินสู่ฟ้า ราวกับโชว์อันตระการตาจากธรรมชาติที่กำนัลสู่มนุษย์

และเพื่อให้ผู้มาเยือนได้รับคุณประโยชน์จากน้ำพุร้อนกันเต็มอิ่ม จึงมีการสร้างห้องอาบน้ำโดยน้ำร้อนจากโป่งเดือดส่งผ่านเข้ามาทางท่อที่เชื่อมต่อกับน้ำพุร้อน ว่ากันว่า… ด้วยแร่ธาตุที่มีน้ำพุร้อนนั้น จะช่วยบำรุงรักษาผิวพรรณได้ดี

อร่อยประจำถิ่น

  • ที่อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง มีร้านอาหารสวัสดิการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม บริการนักท่องเที่ยวในราคาสบายกระเป๋า

รู้ก่อนเดินทาง

  • หากเดินทางมาเยือนในฤดูหนาว แนะว่าควรกางเต๊นท์พักแรม ณ อุทยานฯ เพื่อดื่มด่ำทะเลหมอกยามเช้า ติดต่ออุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง โทร. 053 471 669
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Friday 29 May 2009 at 10:29 pm

นอนชมจันทร์ คลอเสียงคลื่น เวิ้งอ่าวไร่เล หาดไร่เล กระบี่

ริมหาดทรายขาวละเอียด ท่ามกลางเสียงกระซิบของทิวคลื่น นอนทอดอารมณ์ภายใต้เงาจันทร์ เสียงแผ่วเบาของสายลม ราวกับเป็นคำสัญญาว่า ความงดงามเช่นนี้ จะอยู่คู่หาดไร่เลตลอดไป

ณ หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งหนึ่งในตำบลอ่าวนาง จังหวัดกระบี่ี่ ล้อมรอบด้วยธรรมชาติภูเขาหินปูนและผาสูงชัน ทำให้การเดินทางมาหมู่บ้านนี้ ต้องอาศัยการนั่งเรือเพียงอย่างเดียว หมู่บ้านนี้มีหาดทรายสวยงามเนื้อละเอียดชื่อ หาดไร่เล ซึ่งยังไม่เป็นที่คุ้นหูกับคนไทยนัก แต่หารู้ไม่ว่าที่นี่ เป็นที่ที่หลายคนอุตส่าห์ข้ามน้ำ ข้ามทะเลจากแดนไกล เพื่อจะบันทึกความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเคยได้สัมผัสบรรยากาศโรแมนติก ชมจันทร์สวย ปีนหน้าผาสูง ที่อ่าวไร่เล

เมื่อเดินทางไปเที่ยวกระบี่ หลายคนคงนึกถึงอ่าวนางสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัด แต่หาดไร่เลก็ถือเป็นหาดที่สวยงามและคงความงามตามธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าหากเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแล้ว หาดไร่เล ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักกันดี หาดไร่เล หรือ อ่าวไร่เล ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ หาดนพรัตน์ธาราหมู่เกาะพีพี มีความสวยงามขนกระทั่งได้รับการขนานนามว่าเป็นเกาะพีพีแห่งที่สอง นอกจากความสวยงามของธรรมชาติทางทะเลแล้ว ยังถือว่าเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวประเภท adventure ปีนผาอีกด้วย เนื่องจากอ่าวไร่เลนี้มีภูมิประเทศเป็นหน้าผาที่สวยงาม และยังมีชื่อเสียงไปทั่วโลกอีกด้วย

ที่นี่… น้ำทะเลสีมรกต เวิ้งหาดทรายเนียนนุ่มของไร่เล โค้งตัวยาวไปตามแนวเขา ยามบ่ายนั่งเรือโทง เรือประมงท้องถิ่นที่ชาวบ้านชาวเลพร้อมใจกันอนุรักษ์ไว้ ไปเที่ยวถ้ำพระนาง อนุสรณ์ตำนานรักระหว่างหญิงสาวและพญานาค หรือจะแค่นอนแช่น้ำทะเลสีฟ้าก็สุขใจพอกัน หากใครที่ชอบแนวผจญภัย ไร่เลโด่งดังมากในเรื่องกิจกรรมปีนหน้าผา มีทีมงานฝีมืออาชีพคอยดูแล เย็นน้ำค่ำลง… บรรยากาศที่หาดไร่เล งดงามยิ่งนัก โดยเฉพาะคืนจันทร์เต็มดวง แสงสีหวานของพระจันทร์จะอาบไล้ผิวนวลของท้องทะเลกว้าง สะท้อนให้เห็นภาพดวงจันทร์สองดวงอยู่คู่กัน เป็นความงดงามและความโรแมนติกที่ยังอยู่คู่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ตลอดไป

อร่อยประจำถิ่น

  • ที่อ่าวนาง ทานอาหารทะเลสดๆที่ร้าน วังทราย เมนูเด็ดที่พลาดไม่ได้คือ หอยชักตีน กุ้งเผาเนย ปลาหมึกย่าง
  • ไปถึงกระบี่ต้องลอง หอยชักตีนลวกสดๆ จิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือน้ำพริกกุ้งเสียบ แก้งส้มปักษ์ใต้ แกล้มด้วยผักเหลียงผัดไข่ เข้าร้านไหนถามหาได้เลย รับรองไม่ผิดหวังแน่

รู้ก่อนเดินทาง

  • ควรหาโอกาสเช่าเรือออกไปเที่ยวตามเกาะต่างๆ เช่น เกาะไก่ เกาะห้อง เกาะปอดะ ทะเลแหวก ซึ่งสามารถไปได้ทุกที่ในวันเดียว จะพายเรือแคนนู หรือเรือคายัคที่อ่าวท่าเลน ลัดเลาะไปตามชายป่าโกงกาง หรือรอบหมู่เกาะห้อง กิจกรรมปีนเชาที่ไร่เล ใครไปใครมา ต้องหาโอกาสไปลองซักครั้ง
  • ช่วงฤดูท่องเที่ยวของไร่เลจะเป็นช่วงเดือน พฤศจิกายน กลางเดือน พฤษภาคม เดินทางได้สะดวกจากอ่าวนาง
  • ช่วงฤดูมรสุม กลางเดือน พฤษภาคม ตุลาคม ให้เดินทางจากอ่าวน้ำเมา
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Wednesday 27 May 2009 at 10:04 pm

ฟังนิทาน นั่งเรือแจว ชมหิ่งห้อย อัมพวา สมุทรสงคราม

บนสายน้ำในคืนเดือนมืด หิ่งห้อยตัวน้อยๆ ค่อยๆส่องแสงกระพริบระยิบระยับเป็นจังหวะเต็มต้นลำพู และเป็นที่มาของนิทานหิ่งห้อย ที่ใช้กล่อมเด็กตัวน้อยๆ ให้นอนหลับฝันดี

ภาพในอดีตสมัยคุณตาคุณยายยังเด็ก ที่บ้านสวนริมคลอง เด็กๆกระโดดลงน้ำ วิ่งไล่จับกันตามท้องร่องในสวนมะพร้าว พ่อค้าแม่ขายยังต้องใช้เรือแจวเป็นพาหนะ ถึงเวลาย่ำค่ำแต่ละบ้านจุดตะเกียงน้ำมันส่องแสงวอมแวม ล้อมวงกินข้าว อิ่มแล้วก็เอนกายที่ศาลาริมน้ำ เด็กๆนอนฟังนิทานหิ่งห้อย ที่เล่าต่อๆกันมาว่า… เป็นวิญญาณของชายหนุ่มถือโคมไฟเที่ยวตามหาหญิงคนรักที่ชื่อ ลำพู…

ภาพเหล่านี้ยังมีให้เห็น… ที่อัมพวา เรือนไม้เรียงแถวอยู่ริมตลิ่ง ชีวิตที่เรียบง่ายในแบบวิถีไทย อบอวลให้เห็นตลอดสองฟากฝั่ง ยามเย็นของวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ ที่ตลาดคลองอัมพวา จะคลาคล่ำไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าที่พายเรือเอาผัก ผลไม้สดๆ จากสวนมาขาย อีกทั้งเครื่องดื่ม ขนมหวาน ของคาวหลากชนิด ไม่ว่าจะเป็น ก๋วยเตี๋ยวเรือ หอยทอด ปลาหมึกย่าง กาแฟโบราณ และอื่นๆอีกมากมาย พออิ่มหนำสำราญ ปล่อยเวลาไปกับการเดินลัดเลาะชมเรือนแถวไม้ ที่ยังคงสภาพแบบโบราณไว้ ทั้งป้ายชื่อร้านรวง มีให้เห็นตลอดสองฝั่ง เมื่อแสงแรกแห่งราตรีมาถึง ลงเรือแจวลำน้อย ล่องไปช้าๆท่ามกลางความเงียบสงบ ไม่นานจะได้พบกับสิ่งมีชีวิตตัวเล้กๆ ค่อยๆปล่อยแสงระยิบระยับวิบวับทั่วป่าลำพู… บรรยากาศยามค่ำกับสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ทำให้คลองอัมพวา ในค่ำคืนที่มืดมิด มีความงดงามและโรแมนติกอย่าบอกใคร

อัมพวาไม่ใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถไปกลับภายในวันเดียวได้เท่านั้น แต่หากนักท่องเที่ยวอยากจะสัมผัสกับวิถีการดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายให้นานขึ้น การพักค้างคืนที่อัมพวาก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและยังมีอะไรให้ชมอีกมาก ถ้าจะให้ค้างคืนแบบใกล้ชิด ก็ต้องเป็นการค้างคืนแบบ โฮมสเตย์ ซึ่งมีบ้านพักของคนในท้องถิ่นนำมาดัดแปลงเป็นโฮมสเตย์ริมน้ำซึ่งก็จะได้บรรยากาศใกล้ชิด
ธรรมชาติอย่างเต็มที่ หรือท่านที่อยากนอนพักแบบสบายๆก็มีดรงแรมและรีสอร์ท อีกหลายแห่ง ที่บรรยากาศดีและราคาไม่แพง การเที่ยวอัมวาเดินทางจากกรุงเทพ เพียงแค่ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งโดยทางรถยนต์ และถ้าจะให้ดีควรไปช่วงบ่ายซึ่งจะเป็น ช่วงเวลาที่ตลาดน้ำเริ่มมีของขายมาก

อร่อยประจำถิ่น

  • จากทางแยกเลี้ยวเข้าตลาดน้ำ ให้ตรงข้ามไปแดงไป แล้วข้ามสะพานไปอีกประมาณ 500 เมตร สังเกตวัดลังกาทางขวามือ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยตรงข้ามวัด ปากซอยมีศาลารอรถโดยสาร ตรงเข้าไปประมาณ 500 เมตร ร้านจะอยู่ริมคลอง ตรงเชิงสะพานด้านซ้ายมือ เป็นร้านอาหารตามสั่ง ไม่มีชื่อร้าน อาหารเด็ดคือ ผัดกะเพรากุ้งกะต่อมที่ตกสดๆจากหน้าร้าน หมี่กรอบโบราณ ราดหน้าเส้นใหญ่ที่ผัดเส้นได้นิ่มมาก
  • ร้านเพื่อน อยู่ริมคลองในซอยวัดลังกา อาหารเด็ดคือ กุ้งแม่น้ำเผา กุ้งตัวเท่าแขน เป็นกุ้งที่ชาวบ้านตกสดๆแล้วมาขายให้ที่ร้าน ปลาสำลีแดดเดียว ยำถั่วพู

รู้ก่อนเดินทาง

  • หิ่งห้อยมีมากในฤดูฝน ควรไปชมในคืนเดือนมืดหรือคืนข้างแรม และในวันที่น้ำขึ้น จะเห็นหิ่งห้อยชัดเจน
  • ตลาดน้ำอัมพวา เป็นตลาดน้ำยามเย็นแห่งเดียวในประเทศไทย มีเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เท่านั้น วันศุกร์ ตลาดจะเริ่มประมาณ 3 โมงเย็น ส่วนเสาร์ อาทิตย์ เริ่มตั้งแต่เที่ยงเป็นต้นไป
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Tuesday 26 May 2009 at 9:57 pm

พระราชวังสีหวาน ริมทะเลแห่งความหลัง พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เพชรบุรี

หากคำว่า “รัก” แทนความยิ่งใหญ่ของหัวใจใครสักคน พระราชนิเวศน์แห่งนี้ คงเปรียบเสมือน “ดวงใจ” ที่มีความหมายของคำว่า… รักชั่วนิรันดร์
ย้อนอดีตไปเมื่อ พ.ศ. 2466 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสร้างพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน แห่งนี้ เนื่องเพราะเป็นสถานที่ทรงอภิบาลพระมเหสีด้วยความรัก และมีความหวังที่จะทรงมีพระปิโยรสไว้สืบสันตติวงศ์ ดังนั้น พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จึงเป็นสถานที่แห่งความรักในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้รับการขนานนามว่า พระราชนิเวศน์แห่งความรักและความหวัง

แต่สิ่งที่น่าสนใจของพระราชนิเวศน์มฤคทายวันแห่งนี้มิได้มีเพียงความสวยงามของสถาปัตยกรรมและความเป็นสิริมงคง
ต่อผู้มาเยี่ยมชมเท่านั้น ความน่าสนใจยังอยู่ที่ประวัติความเป็นมาของการก่อสร้างซึ่งน้อยคนนักที่จะสนใจศึกษาเมื่อได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ประกอบไปด้วยพระที่นั่งหลัก ทั้งหมด 3 องค์คือ พระที่นั่งสมุทรพิมาน, พระที่นั่งพิศาลสาคร และ พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์
พระที่นั่งสมุทรพิมานในอดีตคือที่ประทับของของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งก็จะประกอบไปด้วยส่วน
ใช้งานต่างๆ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เคยไปเยี่ยมชมก็จะพบว่าได้รับการดูแลรักษาจากหน่วยงานของทางราชการเป็นอย่างดี ส่วนพระที่นั่งอีก 2 องค์นั้นก็มีความสำคัญเช่นเดียวกันกล่าวคือ พระที่นั่งพิศาลสาคร ก็คือที่ประทับของพระวรราชชายา และพระสนมเอก ส่วนพระที่นั่ง สโมสรเสวกามาตย์ก็เป็นสถานที่ทีทรงใช้เป็นสถานที่ชุมนุมในโอกาสต่างๆ

ห่างจากหาดชะอำประมาณ 10 กิโลเมตรไปทางใต้ จังหวัดเพชรบุรี ท่ามกลางธรรมชาติอันสงบ รื่นรมย์ แวดล้อมไปด้วยพรรณไม้ร่มรื่น เกลียวคลื่นและหาดทรายขาวสะอาดตา คือที่ตั้งของพระราชวังฤดูร้อนไม้สักทองแห่งแรกและแห่งเดียวของโลก สถาปัตยกรรมของทุกห้องโปร่ง โล่ง โทนสีหวานสะดุดตา มีหน้าต่างเปิดรับลมทะเลได้อย่างชื่นใจ และที่เหนื่อกว่าสิ่งอื่นใด ทุกๆย่างก้าวที่ย่ำอยู่บนผืนทรายในเขตพระราชวัง จะรู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนและโรแมนติกอบอวลอยู่รอบกาย แม้เวลาจะผ่านล่วงเลยนานสักเพียงใด การที่ได้มาเยือนพระราชวังแห่งนี้ก็ยังคงความหวานและนุ่มนวลตลอดเวลา และจะเป็นพระราชวังที่มีภาพความหลังที่งดงามอยู่ในหัวใจคนไทยตลอดไป

อร่อยประจำถิ่น

  • “ร้านป้าฮีด” ตั้งอยู่บริเวณสะพานปลาหาดชะอำ โด่งดังในเรื่องอาหารทะเลสด ไม่ว่าจะเป็นปู ปลาหมึก กุ้ง ปลาทะเล ส่วนใครที่ยังติดกับอาหารรสแซ่บถึงใจ แวะทานข้าวเหนียว ไก่ย่าง ส้มตำรสจัดได้ที่ “ร้านส้มตำ ร.ฟ.ท. (รถไฟไทย)” อยู่บนถนนเพชรเกษมขาลงใต้ ห่างจาก Big C ไปประมาณสามร้อยเมตรด้านซ้ายมือ

รู้ก่อนเดินทาง

  • ใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจาก “เดินชมวัง” เป็น “ขี่จักรยานชมวัง” ก็ขอเช่าจักรยานได้จากเจ้าหน้าที่ รับรองว่าจะได้บรรยากาศสนุกสนานและเพลิดเพลินไปอีกแบบ
  • ต้องแต่งกายให้สุภาพในการเข้าชม หากแต่งกายไม่ถูกต้องตามระเบียบ เจ้าหน้าที่จะมีเสื้อและผ้านุ่งให้สวมทับ
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Monday 25 May 2009 at 9:49 pm

เที่ยวไร่องุ่นบนหลังช้าง ในบรรยากาศเมดิเตอร์เรเนียน หัวหินฮิลล์ วินยาร์ด ประจวบคีรีขันธ์

หัวหิน… เมืองชายทะเล ใครเลยจะคิดว่ามีไร่องุ่นซ่อนตัวอย่างเงียบๆ อยู่ที่นี่ ยิ่งหากได้ท่องเที่ยวแปลงองุ่นท่ามกลางหุบเขาบนหลังช้าง ต้องถือว่าเป็นประสบการณ์หอมหวานที่น่าจดจำไปอีกนาน

การได้เที่ยวชมไร่องุ่นไกลสุดลูกหูลูกตา ท่ามกลางขุนเขาน้อยใหญ่ ช่างให้ความรู้สึกแปลกตาออกไป เมื่อรู้ว่าผืนดินแปลงองุ่นนี้ตั้งอยู่ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หัวหินฮิลล์ วินยาร์ด ไร่องุ่นแปลงสวยท่ามกลางหุบเขานี้ จึงเป็นที่ๆใครต่อใคร ก็อยากแวะมา อีกอย่างการเที่ยวชมไร่องุ่นของที่นี่ก็ไม่เหมือนใคร คือการได้นั่งบนหลังช้างท่องไปตามไร่องุ่น สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์กว้างไกลผสมผสานกับเสียงอันเงียบเบาของฝีเท้าช้าง เงียบพอที่จะได้ยินสายลมแผ่วๆ พัดผ่านเถาองุ่นสีเขียวที่กำลังออกผลรอวันเติบโต ถึงแม้ที่นี่จะไม่ติดกับชายฝั่งทะเล แต่ก็มีลมทะเลพัดผ่านเข้ามาในไร่อย่างไม่ขาดสายทำให้บรรยากาศนั้นไม่ต่างอะไรกับการได้เที่ยว
ชมวินยาร์ดในแถบชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน

หัวหินฮิลล์ วินยาร์ด บริหารงานโดย สยาม ไวเนอรี่ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไวน์ชั้นแนวหน้าของประเทศไทย และนับได้ว่า หัวหิน ฮิลส์ วินยาร์ด นั้นเป็นไร่องุ่นแบบครบวงจรแห่งแรกในจังหวัดประจวบคีรีขันท์ นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและที่พักผ่อนหย่อนใจอันสวยงามแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งความรู้ด้านการผลิตไวน์แบบครบวงจรอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับท่านที่ไม่เคยมีความรู้ทางด้านไวน์หรือการผลิตไวน์มาก่อนซึ่งท่าน
จะได้รับความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติมไปพร้อมกับธรรมชาติอันน่ารื่นรมย์ ไม่เพียงแค่นั้น ทางไร่ หัวหินฮิลล์ วินยาร์ด ยังสามารถจัดให้ท่านได้ชมไร่องุ่นแบบไม่เหมือนใคร โดยการนั่งบนหลังช้างซึ่งนับว่าไม่ค่อยมีไร่องุ่นที่ให้บริการในลักษณะนี้มากนัก ซึ่งก็ถือว่าเป็นความแปลกใหม่อีกรูปแบบหนึ่งสำหรับหารชมไร่องุ่น และถ้าหากท่านมาเยี่ยมชมในช่วงหน้าองุ่น ท่านก็สามารถแปลงร่างเป็นคนเก็บองุ่นได้หากต้องการนับว่าเป็นการเข้าไปสัมผัสหนึ่งใน
ขั้นตอนของการผลิตไวน์อย่างใกล้ชิด

อร่อยประจำถิ่น

  • มาหัวหินถ้าไม่ได้มากิน ร้านโกทิ ตรงสี่แยกไฟแดงตลาดฉัตรไชย อร่อยทุกอย่าง ตั้งแต่ต้มยำปลาเก๋า ห่อหมกทะเล หมกกันสดๆ ถ้วยต่อถ้วย ผัดขี้เมาทะเล หรือคะน้าปลาเค็ม ฯลฯ
  • ลองของหวานอย่าง ลอดช่องนายดำ เป็นรถเข็นอยู่ตรงแยกไฟแดง ถ.แนบเคหาสน์ ก่อนถึงสี่แยกโกทิ

รู้ก่อนเดินทาง

  • หากไม่เคยขี่ช้างมาก่อนไม่ต้องกลัว เพราะปกติแล้วช้างจะใจดี และได้รับการฝึกให้ใกล้ชิดกับคนได้เป็นอย่างดี
  • หัวหิน ฮิลล์ วินยาร์ด เปิดบริการ วันอังคาร วันอาทิตย์ และ วันหยุกนักขัตฤษ์ ตั้งแต่เวลา 11.00 18.00 น.
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Sunday 24 May 2009 at 9:44 pm

สัมผัสความมหัศจรรย์ แห่งสมุนไพรไทย เขาค้อทะเลภู เพชรบูรณ์

ดุลยภาพระหว่างชีวิตและธรรมชาติ… อาจฟังดูไกลเกินเอื้อม ทว่าวินาทีที่ได้เดินเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเขาค้อทะเลภุ จะค้นพบคำตอบอันแสนมหัศจรรย์ของชีวิต ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสมุนไพรไทยของเรานี่เอง

ชื่อเสียงของเขาค้อทะเลภู เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนรักสุขภาพมานานแสนนาน แต่ละปีที่นี่ต้อนรับทุกคนด้วยสายลมเย็นสบายในอุณหภุมิเฉลี่ยเพียง 17 องศาเซลเซียสเท่านั้น ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลปานกลางเกือบ 3,000 ฟุต ที่นี่มีสมุนไพรไทยมากหน้าหลายตาและหลากหลายสรรพคุณในอาณาจักรที่กว้างไกลสุดตาบนเนื้อที่ถึง 200 ไร่ พร้อมๆกับชมกระบวนการผลิตสมุนไพรแปรรูปต่างๆ ที่ได้มาตรฐาน ผ่านการคัดกรองว่าปลอดสารพิษมาตั้งแต่แรกเริ่ม แม่แต่ผักพื้นบ้านของที่นี่ เขาก็การันตีว่าปลอดสารพิษเป็นมิตรต่อสุขภาพ เป็นทัวร์ทัศนศึกษา เสริมสร้างความรู้และจินตนาการให้เจ้าตัวน้อยของบ้านได้เป็นอย่างดี

ส่วนใครที่รักสายลม แสงแดด ออกแรงเดินทอดน่องยามเช้า สูดอากาศสดชื่นบนทุ่งนาฟ้ากว้างที่ที่จะได้พบกับตำนานชีวิตชาวนาไทยที่หาชมได้ยากมากขึ้นทุกวัน และอย่าลืมแวะชมโรงสีข้าวกล้องสูตรของเขานั้นทำแบบ ตำข้าวสารกรอกหม้อ ได้ข้าวกล้องสดใหม่มากมายคุรค่า และถ้าอยากนอนนับดาวบนผืนฟ้ากว้างกันจุใจ ที่นี่ยังมีรีสอร์ทในบรรยากาศที่จะพาคุณไปตีสนิทแนบชิดป่าเขามีสายลมและแสงดาวที่ให้ความสุขใจ… แถมได้สุขภาพดีอีกด้วย

และก็ด้วยจุดเด่นที่เป็นแหล่งรวมของสมุนไพรและพรรณไม้นานาชนิดนี้เอง ทำให้เขาค้อทะเลภูเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่แสนโปรดปราณของเหล่าบรรดานักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ในทุกเพศทุกวัยไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวัยรุ่นที่ขอบแสวงหาความแปลกใหม่และความรู้ใหม่ๆในเชิงการท่องเที่ยวอนุรักษ์อีก
ด้วยเขาค้อทะเลภูเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ไม่ชาเพียงสถานที่พักรีสอร์ทอันสวยงามหากแต่ยังเป็น
เสมือนป่าอนุรักษ์ในภาพที่คงไว้ซึ่งความสมบูรณ์ทางธรรมชาติอย่างเต็มเปี่ยม จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะมีนักน่องเที่ยวนับหมื่นคนไปเยือนเขาค้อทะเลภูในแต่ละปีและทำให้สถานที่
ท่องเที่ยวแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ซึ่งเมื่อเอ่ยชื่อแล้ว ไม่มีใครไม่รู้จัก

อร่อยประจำถิ่น

  • เพื่อสุขภาพกายที่ดีอย่างเต็มเปี่ยม อย่าลืมแวะชิมเมนูเพื่อสุขภาพที่ดี ครัวทะเลภู ร้านอาหารสไตล์พอเพียงของเขาค้อทะเลภูในแนวคิดอร่อยเพื่อสุขภาพและรสชาติถูกใจ ที่คัดสรรพืชผักผลไม้จากไร่ ซึ่งปลูกขึ้นเองนำมาปรุงสดใหม่ทุกวัน

รู้ก่อนเดินทาง

  • สามารถเยี่ยนเยือนเขาค้อทะเลภูได้ตลอดทั้งปี เพราะที่นี่ยึดถือปณิธานเพื่อการดูแลสุขภาพตามวิถีธรรมชาติ โทร. 056 750 061 3 หรือ www.khaokhonaturalfarm.com
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Saturday 23 May 2009 at 10:55 pm

ม่านหมอกหนา เทือกเขาสูง ความงดงาม ที่สวยดั่งภาพฝัน ทองผาภูมิ กาญจนบุรี

มนเสน่ห์แห่งขุนเขา… และม่านหมอกร้อยใจของคนไทยและพม่าไว้ด้วยกัน ทองผาภูมิที่ภูผาสูงชันกั้นไทยกับพม่าไว้เพียงม่านหมอกหนาที่งดงาม

ที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรีี เมื่อยืนอยู่บนเขาสูงจากจุดชมทิวทัศน์เขาขาดปล่อยอารมณ์เหม่อมองผ่านม่านหมอกขาวสะอาด บางเบาราวกับปุยนุ่น จะมองเห็นหมู่บ้านอีต่อง หมู่บ้านหินกอง เนินเสาธรง ทิวทัศน์ในประเทศพม่า และคราใดที่ท้องฟ้าเปิด ธรรมชาติเป็นใจ… ไม่เพียงแต่ทิวทัศน์ของป่าเขาใหญ่ และขุนเขาในฝั่งพม่าเท่านั้นที่จะปรากฎอยู่เบื้องหน้า แทบไม่น่าเชื่อว่าท้องทะเลอันดามัน ไข่มุกเม็ดงามของชาวไทย ก็จะยังปรากฎให้เห็นด้วยตาเปล่าเช่นกัน

ความงดงามเหล่านี้ไม่ได้สิ้นสุดแค่เฉพาะทิวทัศน์อันไกลโพ้น เพียงละสายตาหันมามองธรรมชาติรอบด้านที่อยู่ใกล้ตัว จะสัมผัสได้ถึงละอองเย็นใสจากสายธารของน้ำตกจ๊อกกระดิ่น น้ำตกน่ารักที่ซึ่งสายน้ำไหลผ่านหินผาสูงชัน อีกจุดชมวิวที่อยากให้แวะเที่ยวชมคือ จุดชมทิวทัศน์กม. 15 ของถนนสายบ้านไร่ อีต่อง ถนนสายนี้ นั่งชมวิวชิดขอบหน้าต่างเห็นทิวทัศน์ของอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลมที่เชื่อมทั้งความงามและคุณประโยชน์
เอาไว้ด้วยกัน

อยากสัมผัสกับทองผาภูมิ ในมุมมองใหม่ ที่มีม่านหมอกหนาเป็นบรรยากาศ ต้องมาสัมผัสในช่วงฤดูหนาว อากาศที่เย็นสบาย จะช่วยสร้างความชื่นใจและความโรแมนติกได้ไม่น้อยเลย

ทองผาภูมินับว่าเป็นอีกหนึ่งอำเภอที่ค่อนข้างจะมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวและ
จัดว่าเป็นอำเภอที่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เพราะมีสภาพอากาศที่ค่อนข้างจะเย็นสบาย ถึงแม้ว่าจะเดินทางไปในหน้าร้อน เพราะยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นน้ำตกอยู่หลายแห่งเช่นน้ำตกผาตาด หรือน้ำตกเกริงกระเวียที่มีชื่อเสียงและน้ำตกทุ่งนางครวญ นอกจากนี้ยังมี เขื่อนเขาแหลม หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนามเขื่อนวชิราลงกรณ์ และอุทยานแห่งชาติเขาแหลมซึ่งเป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการตกปลาและถูกขนานว่าเป็นสวรรค์ของ
นักตกปลาอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี การไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้จนครบจะทำให้คุณรู้สึกสดชื่นกับธรรมชาติและผ่อนคลาย นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับผู้ที่รักกีฬากอล์ฟเพราะมีสนามให้เลือกเล่นอยู่หลายแห่ง ก็นับว่าได้ออกกำลังกายและชื่นชมธรรมชาติไปในตัวด้วย

อร่อยประจำถิ่น

  • ถ้าไปถึงทองผาภูมิขอให้ลอง ปลาน้ำจืดทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นปลาคัง ปลาบึก ปลายี่สก ปลากราย หรือปลากระทิง เพราะตกกันสดๆ จากแม่น้ำและอ่างเก็บน้ำ ร้านอาหารในเขื่อนเขาแหลม มีร้านอาหารอร่อยแนะนำชื่อครัวชนบท เป็นร้านเก่าแก่ดั้งเดิม อยู่ก่อนถึงน้ำตกผาตาดไปไม่ไกลจะผ่านหมู่บ้านแล้วร้านอยู่ขวามือเชิงสะพาน

รู้ก่อนเดินทาง

  • การเดินทางไปน้ำตกจ๊อกกระดิ่น สามารถเดินเท้าเข้าไปได้อย่างเดียว รถยนต์ไม่สามารถเข้าได้ทั้งฤดูฝนและฤดูแล้งและควรเตรียมอุปกรณ์ป้องกันทากให้พร้อม
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Saturday 23 May 2009 at 9:42 pm

แสงแรกแย้มแห่งสยาม พระอาทิตย์ริมฝั่งโขง โขงเจียม อุบลราชธานี

โขงเจียม ดินแดนตะวันออกสุดของประเทศไทย ริมมหานทีที่ยิ่งใหญ่อย่างแม่น้ำโขง มีความอัศจรรย์ของสายน้ำและขุนเขาซ่อนอยู่ ใครที่ชื่นชอบแดดอ่อนๆในยามเช้า ที่นี่… คือที่ที่คุณได้สัมผัสแสงแรกของตะวันก่อนใคร

อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอำเภอเล็กๆ สุดชายแดนด้านทิศตะวันออกของประเทศไทย อิงแอบอยู่อย่างเงียบสงบกับสายน้ำโขงสีปูนและน้ำมูลสีคราม อากาศบริสุทธิ์ริมแม่น้ำโขงทั้งกลิ่นอายธรรมชาติ วิถีชีวิตผู้คนริมสายน้ำ ผสมผสานกับความยิ่งใหญ่ของภูผาหิน ที่มีประติมากรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ ทิวเขาสลับซับซ้อนจากฝั่งลาว ที่มองไปไกลสุดลูกหูลูกตา ทำให้ง่ายที่จะตกหลุมรักกับดินแดนที่ไม่เคยสิ้นเสน่ห์และมนขลังแห่งนี้

ด้วยความสงบเงียบ ทำให้หลายคนเลือกที่จะมาพักผ่อนและปล่อยวางจากพันธนาการอันวุ่นวาย แต่ก็มีอีกหลายคน เลือกที่จะมาเพื่อชมพระอาทิตย์โผล่พ้นเส้นขอบฟ้าก่อนใครในสยาม จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามและง่ายต่อการเดินทางมี 2 จุด ใครที่อยากได้บรรยากาศเรือหาปลา ชาวบ้านริมน้ำ ภูเขาลูกโตทิวเขาสลับซับซ้อนจากฝั่งลาว ที่มองไปเรียงรายอยู่ไกลออกไป ให้ยืนชมที่กลางสะพานข้ามแม่น้ำมูล ถือเป็นจุดชมวิวที่มีเสน่ห์และโรแมนติกมากจริงๆ หากต้องการภาพความยิ่งใหญ่อลังการ ให้ไปชมบริเวณยอดหน้าผาที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ที่นี่คุณจะเห็นพระอาทิตย์ค่อยๆโผล่พ้นไหล่เขาตัดกับเส้นขอบฟ้า เบื้องล่างมีลำน้ำโขงทอดตัวยาวไกลสุดสายตา เพียงไม่กี่นาที ที่แสงแรกของตะวันโผล่ขึ้นมาทักทาย คุรจะเป็นคนแรกในประเทศไทยที่ได้สัมผัสความงามของแสงสีทองอร่ามของแผ่นดินสุวรรณภูมิแห่งนี้

แต่ในบางครั้งคนที่เดินทางมาเยือนอำเภอโขงเจียมมักจะไม่ค่อยรู้ถึงสถานที่อื่นๆที่สำคัญและน่าสนใจ จึงทำให้โขงเจียมดูเสมือนจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่คุ้มค่ากับการเดินทางมามากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอโขงเจียมยังมีอีกมากมายและสวยงามไม่เป็นสองรองใคร ยกตัวอย่างเช่น ตลาดโขงเจียม ซึ่งจะเปิดในยามเช้าแต่เป็นตลาดที่มีสินค้าน่าสนใจมากมาย ซึ่งไม่เหมือนกับตลาดทั่วๆไป หรือจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น ท่าปลาริมน้ำโขง ซึ่งหลายๆคนอาจะยังไม่เคยไปสัมผัสเพราะคิดว่าเป็นเพียงตลาดซื้อขายสัตว์น้ำธรรมดา แต่จริงๆแล้วนับเป็นสถานที่ที่น่าสนใจเพราะเราจะได้มีโอกาสเห็นปลาน้ำจืดนานาพันธุ์ซึ่งเรา
อาจจะไม่เคยเห็นมาก่อน

อร่อยประจำถิ่น

  • ตื่นแต่เช้าตรู่แวะเที่ยวชมตลาดเช้าโขงเจียม พลาดไม่ได้กับอาหารเช้าประจำถิ่นคือ กาแฟโบราณ และก๋วยจั๊บญวน ซึ่งเส้นก๋วยจั๊บจะแตกต่างจากทั่วไปคือ เส้นจะเรียวยาวหนา นุ่ม น้ำซุปหอมหวาน กระดูกหมุชิ้นพอดีคำ และสำคัญคือ หอมเจียวทอดกรอบโรยหน้า รับรองชามเดียว… ไม่พอ!

รู้ก่อนเดินทาง

  • หากได้ไปเที่ยวในช่วงปลายฝนต้นหนาวเดือนตุลาคม ธันวาคม อย่าพลาดที่จะแวะชมดอกไม้ป่าหลากสีสันบานสะพรั่งไปทั่วทุ่งหญ้าที่น้ำตกสร้อยสวรรค์ ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Saturday 23 May 2009 at 9:27 pm

ดอกไม้ปลายฝน สัมผัสลมหนาว บนเขาสมอปูน ลานสุริยัน นครราชสีมา

ดอกไม้ปลายฝน สัมผัสลมหนาว บนเขาสมอปูน ลานสุริยัน นครราชสีมา

ขุนเขาตั้งตระหง่านเคียงคู่ หมอกโรยตัวบางๆ สร้างบรรยากาศโรแมนติก ชวนหลงใหล ดอกไม้หลากหลาพันธุ์ เบ่งบานทักทายส่งกลิ่นหอมไม่ขาดสานที่ลานสุริยัน

ลานสุริยัน เป็นลานแห่งทุ่งดอกไม้ที่มีชื่อเสียงของเขาสมอปูน เทือกเขาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขาใหญ่ เป็นที่ราบกว้างใหญ่ มีภูเขาสลับกันระหว่างท่งหญ้าและลานหิน ในช่วงเดือน ตุลาคม ลานสุริยันจะมีทุ่งดอกดุสิตา เต็มลานกว้าง ดอกเล็กๆ สีม่วงและน้ำเงินสด บานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมชวนหลงใหลและเนื่องจากบริเวณลานหินที่มีลักษณะชื้น เพราะมีน้ำไหลรินอยู่ตลอดเวลา และน้ำบนหินนี้เองจะช่วยหล่อเลี้ยงทุ่งดอกไม้ ทำให้ทั่วทั้งทุ่งเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ แข่งกันออกดอกสวยงาม เช่น เอื้องนวลจันทร์ ม้าวิ่ง กระดุมเงิน ชบาหิน หยาดน้ำค้าง จรัสจันทร์ ฯลฯ

ความงามของดอกไม้ อากาศที่หนาวเย็น คลอเคล้าไปด้วยหมอกบางๆ สร้างความโรแมนติกให้ลานหินแห่งนี้อยู่ไม่น้อย ใครที่ชอบถ่ายภาพ พลาดไม่ได้ต้องนำกล้องคู่กายมาด้วย เพื่อบันทึกภาพที่งดงามน่าประทับใจ นับเป็นอีกหนึ่งความทรงจำดีดีที่ไม่อยากให้พลาดชม

ถึงแม้ว่าลานสุริยันจะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวคุ้นหูมากนัก แต่ถ้าหากได้มีโอกาสไปเที่ยวแล้ว รับรองว่าจะต้องติดใจ เพราะลานสุริยันจะว่าไปก็คือส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ได้ชื่อว่ายังคงเป็นสภาพ
ป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย นอกจากเราจะพบพันธุ์ไม้หายากต่างๆดังที่กล่าวไปแล้วลานสุริยันยังมีของดีอีกนั่นก็คือวิวทิว
ทัศน์อันสวยงามซึ่งก็นับว่ามีความสวยงามไม่แพ้เทือกเขาอื่นๆในประเทศไทย ซึ่งเป็นวิวทิวทัศน์ที่หลากหลายและเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีนานาชนิดและที่สำคุญคือยังมี
รอยเท้าไดโนเสาร์บริเวณใกล้ผาเตลิ่นอีกด้วย และเนื่องจากเป็นแหล่งรวมของดอกไม้ต้นไม้หลากสีนานาชนิดนี้เอง ผาสุริยันจึงเป็นที่ที่นิยมในหมู่นักถ่ายรูปซึ่งก็มักจะไม่ผิดหวังหากต้องการเก็บภาพที่สวยงาม
ของดอกไม้รวมทั้งความประทับใจกับวิวทิวทัศน์ที่ดูแปลกตา

อร่อยประจำถิ่น

  • ร้านอาหารแถวๆเขาใหญ่ ร้านเขาใหญ่เมาท์เทน จากแยกปากช่องเข้ามาประมาณ 2 กม. ซ้ายมือถนนธนะรัชต์ อาหารอร่อยโดยเฉพาะขาหมูทอด สุดยอด ใครชอบอาหารพื้นบ้าน ส้มตำ ไก่ย่าง ปลาช่อนทรงเครื่อง ร้านไก่ย่างเลิศทิพย์ ริมทางหลวงหมายเลข 304 ทางไปโคราช อยากชิมไวน์อร่อย เมนูเด็ด ซาโยเต้ผัดแฮม ต้องไปที่ร้าน PB Valley ทางลัดเข้า Mission Hill และเขาใหญ่ จากมวกเหล็ก ผ่านร้าน Diary Farm ธิดาเทพรีสอร์ทถึงทางแยกจะเห็นป้ายบอกทางเป็นระยะๆ บรรยากาศดีมาก มีไร่องุ่นนับพันไร่ อยู่ในหุบเขา

รู้ก่อนเดินทาง

  • ช่วงที่น่าเที่ยวมากที่สุดคือช่วงปลายฝนต้นหนาว หรือเดือนตุลาคมของทุกปี
Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Tuesday 19 May 2009 at 11:57 pm

Next Page »