• Pages

  • RSS News

  • เพลิดเพลินกับ สรรพสัตว์และฝูงปลา นานาชนิด สวนสัตว์เชียงใหม่ เชียงใหม่

    เพลิดเพลินกับสรรพสัตว์นานาชนิด ตื่นตากับฝูงปลานับร้อยพัน ในอควาเรียมที่ยาวที่สุดในเอเชีย ที่ที่จะช่วยเติมเต็มความสุขของพ่อแม่ ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของลูกๆ

    ความคึกคักภายในสวนสัตว์เชียงใหม่เริ่มขึ้น เมื่อเจ้าแพนด้าผู้น่ารักสองตัว หลินฮุ่ย กับ ช่วงช่วง เข้ามาร่วมชายคาเป็นดาราชูโรงที่ดึงดูดเด็กๆมากมาย ไม่เว้นแม้แต่ผู้ใหญ่ ให้เดินทางเข้ามาสัมผัสชีวิตของสองทูตน้อยผู้น่ารักจากจีนแผ่นดินใหญ่กันอย่างคับคั่ง และวันนี้ เชียงใหม่ ซู อควาเรียม พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำครบวงจรแห่งแรกและแห่งเดียวในเอเชีย ก็กำลังสร้างมนต์เสน่ห์ดึงดูดผู้มาเยือนให้ตื่นตาตื่นใจไปกับฝูงปลาหลากชนิดกว่า 8,000 ตัว

    ภายในอุโมงค์ใต้น้ำยาวกว่า 133 เมตร ซึ่งยาวที่สุดในเอเชียนั้น เด็กๆจะได้เรียนรู้ระบบนิเวศน์ที่เชื่อมต่อระหว่างโลกของสัตว์น้ำจืดและเค็ม มองดูปะการังกำลังพริ้วไหว แถมยังได้เรียนรู้เรื่องราวของนิเวศวิทยาทางน้ำที่มีจุดเริ่มต้นจากดอยอินทนนท์ ก่อนเดินสู่ป่าโกงกางจำลองบรรยากาศหุบเขาและเขื่อนภูมิพลได้อย่างน่าสนใจ ทั้งยังสนุกกับป่าชุ่มน้ำที่คล้ายลุ่มน้ำอเมซอน โซนแมลงนานาพันธุ์ เรียกได้ว่ามาที่นี่ที่เดียว ทั้งครอบครัวจะได้เรียนรู้ธรรมชาติร่วมกันอย่างเบิกบานกายและใจเป็นที่สุด

    ดูเผินๆแล้วนักท่องเที่ยวหลายๆคนมักจะคิดว่าสวนสัตว์เชียงใหม่นั้นน่าจะเหมาะกับเด็กๆมากกว่าผู้ใหญ่
    แต่ในความเป็นจริงแล้วสัตว์ในสวนสัตว์เชียงใหม่นั้นมีปริมาณและชนิดความถึงความน่าสนใจที่ไม่ด้วย
    ไปกว่าสวนสัตว์อื่นๆที่มีชื่อเสียงในเมืองไทย จากท่องเที่ยวกันในเชิงอนุรักษ์และ ในเชิงค้นคว้าหาข้อมูลแล้ว นับว่ามีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะสวนสัตว์เชียงใหม่นั้น ได้มีการรวบรวมเอาสัตว์ที่ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในเมืองไทยมาให่ชมกันหลายชนิดไม่เพียง
    แต่หมีแพนด้าช่วงช่วง และหลินฮุ่ยท่านั้น แต่ยังมีหมีโคอาล่าจากประเทศออสเตรเลียซึ่งน้อยคนที่จะมีโอกาส
    ได้ไปชมถึงถิ่นกำเนิด ซึ่งความหลากหลายเหล่านี้ทำให้มีข้อมูลในการค้นคว้าหาความรู้เกี่ยว กับสัตว์ต่างถิ่นอย่างมากมาย

    ในปัจจุบัน ทางสวนสัตว์มีการปรับปรุงสถานที่และบริเวณให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมากใน
    แต่ละวัน ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นในช่วงเทศหาล ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดหรือไม่สะดวกแต่อย่างใด

    อร่อยประจำถิ่น

    • ในสวนสัตว์เชียงใหม่มีร้านค้าจำหน่ายอาหารให้เลือกมากมายหลายประเภท ทั้งฟาสฟู้ด อาหารจานเดียว เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว สะดวกสบายสำหรับทุกคนในครอบครัว

    รู้ก่อนเดินทาง

    • สามารถเดินทางเข้าชมได้ตลอดทั้งปี และเก็บค่าบัตรผ่านประตูอควาเรียม สำหรับผู้ใหญ่ 220 บาท และเด็ก 130 บาท
    • สวนสัตว์เชียงใหม่ โทร. 053 221 179
    Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Saturday 30 May 2009 at 10:48 pm

    ตื่นตาน้ำพุร้อน ที่พุ่งทะยาน จากดินสู่ฟ้า โป่งเดือด ป่าแป๋ เชียงใหม่

    อัศจรรย์น้ำพุร้อนกีเซอร์ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย มากมายด้วยสรรพคุณเพื่อการบำบัดรักษาท่ามกลางธรรมชาติเขียวสดของหมู่ไม้ โป่งเดือดป่าแป๋ จึงกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายในใจของคนรักสุขภาพ

    เมื่อนึกถึงสถานที่อันมีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงใหม่หรือแม่ฮ่องสอน หลายๆคนคงนึกถึงอำเภอปาย ซึ่งในปัจจุบันแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จักอำเภอนี้ ซึ่งเมื่อเดินทางมาอำเภอปาย โดยใช้เส้นทางแม่มาลัย-ปาย นักท่องเที่ยวหลายๆคนก็จะต้องเดินทางผ่านบ่อน้ำร้อนโป่งเดือดหรือโป่งเดือดป่าแป๋ซึ่งในอดีต
    นักท่องเที่ยวก็มักจะแวะชมในฐานะที่เป็นทางผ่านไปยังอำเภอปาย แต่ในปัจจุบัน โป่งเดือดป่าแป๋ไม่ใช่รู้จักในฐานะทางผ่านอีกต่อไป เนื่องมาจากได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ มีบ่อน้ำร้อนให้นักท่องเที่ยวลงไปแช่และสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดพร้อมทั้งแช่น้ำร้อนรักษา
    สุขภาพไปในตัว

    เพราะเมืองไทยมีธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์ซุกซ่อนอยู่มากมาย แม้แต่น้ำพุร้อนที่โป่งเดือดป่าแป๋ในเขตอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นน้ำพุร้อนกีเซอร์ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย
    ยังมอบความตื่นตาจากสายน้ำ พุ่งพวยจากระดับผิวดินเป็นครั้งคราวตลอดเวลา ตามแรงดันใต้ผิวดินถ้าเทียบกับพ่อน้ำพุร้อน ที่เป็นเพียงน้ำผุดขึ้นมาเท่านั้น นับว่าโป่งเดือดป่าแป๋อลังการกว่ากันมากนัก ทั้งยังมีสรรพคุณช่วยบำบัดรักษาโรคปวดตามข้อได้ดีอีกด้วย ในอดีตน้ำพุร้อนจากที่แห่งนี้พวยพุ่งจากพื้นดินสูงถึง 2 เมตร จากบ่อใหญ่ที่สุดในบรรดา 3 บ่อที่มีอยู่ ทุกๆ30วินาที คุณจะได้พบน้ำพุร้อนอุณหภูมิสูงถึง 99 องศาเวลเซียส ที่ทะยานขึ้นจากดินสู่ฟ้า ราวกับโชว์อันตระการตาจากธรรมชาติที่กำนัลสู่มนุษย์

    และเพื่อให้ผู้มาเยือนได้รับคุณประโยชน์จากน้ำพุร้อนกันเต็มอิ่ม จึงมีการสร้างห้องอาบน้ำโดยน้ำร้อนจากโป่งเดือดส่งผ่านเข้ามาทางท่อที่เชื่อมต่อกับน้ำพุร้อน ว่ากันว่า… ด้วยแร่ธาตุที่มีน้ำพุร้อนนั้น จะช่วยบำรุงรักษาผิวพรรณได้ดี

    อร่อยประจำถิ่น

    • ที่อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง มีร้านอาหารสวัสดิการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม บริการนักท่องเที่ยวในราคาสบายกระเป๋า

    รู้ก่อนเดินทาง

    • หากเดินทางมาเยือนในฤดูหนาว แนะว่าควรกางเต๊นท์พักแรม ณ อุทยานฯ เพื่อดื่มด่ำทะเลหมอกยามเช้า ติดต่ออุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง โทร. 053 471 669
    Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Friday 29 May 2009 at 10:29 pm

    ชมแสงสุดท้าย ของแดนสยามที่สิมิลัน หมู่เกาะสิมิลัน พังงา

    ดื่มด่ำกับความรู้สึก ท่ามกลางแสงทองสุดท้าย ที่อาบพราวระยิบของท้องทะเลอันดามัน… ณ จุดสูงสุดของยอดเกาะสี่… สิมิลันเกาะสวรรค์กับความงามที่ไม่เคยสูญสิ้นไปตามกาลเวลา

    บนหาดทรายขาวที่ทอดตัวยาวสู่กลางทะเลสีฟ้าใส ปล่อยให้กลิ่นอายของความสุขคลุกเคล้าไปกับสายลม บรรยากาศแบบนี้เกิดขึ้นได้ที่ หมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา หมู่เกาะที่ขึ้นชื่อว่า มีปะการังน้ำลึกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย สิมิลัน เป็นภาษยาวี แปลว่า เก้า หมายถึงหมู่เกาะทั้งเก้าที่เรียงตัวอยู่ด้วยกันกลางทะเลอันดามันแห่งนี้… และมีน้องใหม่คือ เกาะตาชัย และเกาะบอน ที่เพิ่งเข้าเป็นสมาชิกของหมู่เกาะสิมิลัน เมื่อไม่นาน ไม่ใช่แค่ความงามบนพื้นดิน บนผิวน้ำที่มองเห็นและสัมผัสได้ด้วยตาเปล่าก็ใสราวกับกระจกและงดงามอย่างน่าอัศจรรย์ ความสมบูรณ์ของปะการัง และสัตว์น้ำใต้ท้องทะเลของสิมิลัน ยังเป็นที่เลื่องชื่อลือชาในหมู่นักดำน้ำทั่วโลกว่าต้องมาดูให้เห็นกับตาสักครั้ง

    สวรรค์ของนักดำน้ำ ชื่อนี้เราคงจะคุ้นเคยกันดีเมื่อเรากล่าวถึงหมู่เกาะสิมิลัน เพราะเป็นสถานที่ที่ได้ชื่อว่ามีความสวยงามทางธรรมชาติของโลกใต้ทะเล สวยงามเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย และเป็นอันดับต้นๆของโลก ซึ่งไม่เพียงแต่ความสวยงามทนั้นแต่ยังเป็นที่อยู่ของสัตว์ทะเลและพืชทะเลหายากอีกหลายชนิด
    แต่เนื่องจากหมู่เกาะสิลันถูจัดเป็นอุทยานแห่งชาติที่ทางการต้องแบ่งเป็นฤดูเปิดการท่องเที่ยวและ
    ฤดูปิดการท่องเที่ยวเนื่องมาจากต้องการให้สภาพธรรมชาติทำการฟื้นตัวในแต่ละปี ดังนั้นนักท่องเที่ยวต้องทำการตรวจสอบข้อมูลก่อนวางแผนการเดินทาง ซึ่งฤดูเปิดปิดการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่
    16 พฤษภาคม – 14 พฤศจิกายน และเปิดฤดูการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน – 15 พฤษภาคม

    ยามบ่ายคล้อย กิจกรรมที่น่าสนใจที่สุด คือการได้ไปนั่งทอดอารมณ์ ทบวนความคิด ความรู้สึกอาบแสงทองชมพู และชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ณ จุดชมวิว จุดสุดท้ายของแผ่นดินไทย ที่จะได้เห็นพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า บนเกาะสี่ ของสิมิลัน หรือถ้าอยู่บนเกาะแปด ก็ให้ปีนขึ้นไปบนหินเรือใบ จะได้เห็นภาพหมู่เกาะน้อยใหญ่และทะเลอันดามันไกลสุดลูกหูลูกตา ทั่วอณูของท้องฟ้ากว้าง ทั่วขอบเขตของท้องทะเลไทย ถึงแม้จะเต็มไปด้วยการอำลาอาลัย แต่นั่นคือสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ที่กำลังจะตามมา…

    อร่อยประจำถิ่น

    • บนเกาะสี่ และเกาะแปด มีร้านอาหารสวัสดิการคอยบริการตั้งแต่เวลา 8.00 20.00 น. ทุกวัน ถ้าให้ดีลองชิมอาหารพื้นเมืองทางใต้ เช่น แกงส้ม (แกงเหลือง) กับไข่เจียว รับรองจะติดใจ

    รู้ก่อนเดินทาง

    • ปิดเกาะ ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 15 พฤศจิกายน ของทุกปี แต่หากมีมรสุมเข้าก่อนกำหนด ทางอุทยานจะปรกาศปิดเกาะก่อน ขอให้ตรวจเช็คอีกครั้ง โทร. 076 595 045 หรือ โทร. 076 595 210
    • เกาะที่สามารถพักค้างแรมได้คือ เกาะสี่ และ เกาะแปด จะมีบ้านพัก เต๊นท์และร้านค้าสวัสดิการไว้บริการ
    Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Thursday 28 May 2009 at 10:09 pm

    นอนชมจันทร์ คลอเสียงคลื่น เวิ้งอ่าวไร่เล หาดไร่เล กระบี่

    ริมหาดทรายขาวละเอียด ท่ามกลางเสียงกระซิบของทิวคลื่น นอนทอดอารมณ์ภายใต้เงาจันทร์ เสียงแผ่วเบาของสายลม ราวกับเป็นคำสัญญาว่า ความงดงามเช่นนี้ จะอยู่คู่หาดไร่เลตลอดไป

    ณ หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งหนึ่งในตำบลอ่าวนาง จังหวัดกระบี่ี่ ล้อมรอบด้วยธรรมชาติภูเขาหินปูนและผาสูงชัน ทำให้การเดินทางมาหมู่บ้านนี้ ต้องอาศัยการนั่งเรือเพียงอย่างเดียว หมู่บ้านนี้มีหาดทรายสวยงามเนื้อละเอียดชื่อ หาดไร่เล ซึ่งยังไม่เป็นที่คุ้นหูกับคนไทยนัก แต่หารู้ไม่ว่าที่นี่ เป็นที่ที่หลายคนอุตส่าห์ข้ามน้ำ ข้ามทะเลจากแดนไกล เพื่อจะบันทึกความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเคยได้สัมผัสบรรยากาศโรแมนติก ชมจันทร์สวย ปีนหน้าผาสูง ที่อ่าวไร่เล

    เมื่อเดินทางไปเที่ยวกระบี่ หลายคนคงนึกถึงอ่าวนางสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัด แต่หาดไร่เลก็ถือเป็นหาดที่สวยงามและคงความงามตามธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าหากเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแล้ว หาดไร่เล ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักกันดี หาดไร่เล หรือ อ่าวไร่เล ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ หาดนพรัตน์ธาราหมู่เกาะพีพี มีความสวยงามขนกระทั่งได้รับการขนานนามว่าเป็นเกาะพีพีแห่งที่สอง นอกจากความสวยงามของธรรมชาติทางทะเลแล้ว ยังถือว่าเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวประเภท adventure ปีนผาอีกด้วย เนื่องจากอ่าวไร่เลนี้มีภูมิประเทศเป็นหน้าผาที่สวยงาม และยังมีชื่อเสียงไปทั่วโลกอีกด้วย

    ที่นี่… น้ำทะเลสีมรกต เวิ้งหาดทรายเนียนนุ่มของไร่เล โค้งตัวยาวไปตามแนวเขา ยามบ่ายนั่งเรือโทง เรือประมงท้องถิ่นที่ชาวบ้านชาวเลพร้อมใจกันอนุรักษ์ไว้ ไปเที่ยวถ้ำพระนาง อนุสรณ์ตำนานรักระหว่างหญิงสาวและพญานาค หรือจะแค่นอนแช่น้ำทะเลสีฟ้าก็สุขใจพอกัน หากใครที่ชอบแนวผจญภัย ไร่เลโด่งดังมากในเรื่องกิจกรรมปีนหน้าผา มีทีมงานฝีมืออาชีพคอยดูแล เย็นน้ำค่ำลง… บรรยากาศที่หาดไร่เล งดงามยิ่งนัก โดยเฉพาะคืนจันทร์เต็มดวง แสงสีหวานของพระจันทร์จะอาบไล้ผิวนวลของท้องทะเลกว้าง สะท้อนให้เห็นภาพดวงจันทร์สองดวงอยู่คู่กัน เป็นความงดงามและความโรแมนติกที่ยังอยู่คู่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ตลอดไป

    อร่อยประจำถิ่น

    • ที่อ่าวนาง ทานอาหารทะเลสดๆที่ร้าน วังทราย เมนูเด็ดที่พลาดไม่ได้คือ หอยชักตีน กุ้งเผาเนย ปลาหมึกย่าง
    • ไปถึงกระบี่ต้องลอง หอยชักตีนลวกสดๆ จิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือน้ำพริกกุ้งเสียบ แก้งส้มปักษ์ใต้ แกล้มด้วยผักเหลียงผัดไข่ เข้าร้านไหนถามหาได้เลย รับรองไม่ผิดหวังแน่

    รู้ก่อนเดินทาง

    • ควรหาโอกาสเช่าเรือออกไปเที่ยวตามเกาะต่างๆ เช่น เกาะไก่ เกาะห้อง เกาะปอดะ ทะเลแหวก ซึ่งสามารถไปได้ทุกที่ในวันเดียว จะพายเรือแคนนู หรือเรือคายัคที่อ่าวท่าเลน ลัดเลาะไปตามชายป่าโกงกาง หรือรอบหมู่เกาะห้อง กิจกรรมปีนเชาที่ไร่เล ใครไปใครมา ต้องหาโอกาสไปลองซักครั้ง
    • ช่วงฤดูท่องเที่ยวของไร่เลจะเป็นช่วงเดือน พฤศจิกายน กลางเดือน พฤษภาคม เดินทางได้สะดวกจากอ่าวนาง
    • ช่วงฤดูมรสุม กลางเดือน พฤษภาคม ตุลาคม ให้เดินทางจากอ่าวน้ำเมา
    Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Wednesday 27 May 2009 at 10:04 pm

    ฟังนิทาน นั่งเรือแจว ชมหิ่งห้อย อัมพวา สมุทรสงคราม

    บนสายน้ำในคืนเดือนมืด หิ่งห้อยตัวน้อยๆ ค่อยๆส่องแสงกระพริบระยิบระยับเป็นจังหวะเต็มต้นลำพู และเป็นที่มาของนิทานหิ่งห้อย ที่ใช้กล่อมเด็กตัวน้อยๆ ให้นอนหลับฝันดี

    ภาพในอดีตสมัยคุณตาคุณยายยังเด็ก ที่บ้านสวนริมคลอง เด็กๆกระโดดลงน้ำ วิ่งไล่จับกันตามท้องร่องในสวนมะพร้าว พ่อค้าแม่ขายยังต้องใช้เรือแจวเป็นพาหนะ ถึงเวลาย่ำค่ำแต่ละบ้านจุดตะเกียงน้ำมันส่องแสงวอมแวม ล้อมวงกินข้าว อิ่มแล้วก็เอนกายที่ศาลาริมน้ำ เด็กๆนอนฟังนิทานหิ่งห้อย ที่เล่าต่อๆกันมาว่า… เป็นวิญญาณของชายหนุ่มถือโคมไฟเที่ยวตามหาหญิงคนรักที่ชื่อ ลำพู…

    ภาพเหล่านี้ยังมีให้เห็น… ที่อัมพวา เรือนไม้เรียงแถวอยู่ริมตลิ่ง ชีวิตที่เรียบง่ายในแบบวิถีไทย อบอวลให้เห็นตลอดสองฟากฝั่ง ยามเย็นของวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ ที่ตลาดคลองอัมพวา จะคลาคล่ำไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าที่พายเรือเอาผัก ผลไม้สดๆ จากสวนมาขาย อีกทั้งเครื่องดื่ม ขนมหวาน ของคาวหลากชนิด ไม่ว่าจะเป็น ก๋วยเตี๋ยวเรือ หอยทอด ปลาหมึกย่าง กาแฟโบราณ และอื่นๆอีกมากมาย พออิ่มหนำสำราญ ปล่อยเวลาไปกับการเดินลัดเลาะชมเรือนแถวไม้ ที่ยังคงสภาพแบบโบราณไว้ ทั้งป้ายชื่อร้านรวง มีให้เห็นตลอดสองฝั่ง เมื่อแสงแรกแห่งราตรีมาถึง ลงเรือแจวลำน้อย ล่องไปช้าๆท่ามกลางความเงียบสงบ ไม่นานจะได้พบกับสิ่งมีชีวิตตัวเล้กๆ ค่อยๆปล่อยแสงระยิบระยับวิบวับทั่วป่าลำพู… บรรยากาศยามค่ำกับสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ทำให้คลองอัมพวา ในค่ำคืนที่มืดมิด มีความงดงามและโรแมนติกอย่าบอกใคร

    อัมพวาไม่ใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถไปกลับภายในวันเดียวได้เท่านั้น แต่หากนักท่องเที่ยวอยากจะสัมผัสกับวิถีการดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายให้นานขึ้น การพักค้างคืนที่อัมพวาก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและยังมีอะไรให้ชมอีกมาก ถ้าจะให้ค้างคืนแบบใกล้ชิด ก็ต้องเป็นการค้างคืนแบบ โฮมสเตย์ ซึ่งมีบ้านพักของคนในท้องถิ่นนำมาดัดแปลงเป็นโฮมสเตย์ริมน้ำซึ่งก็จะได้บรรยากาศใกล้ชิด
    ธรรมชาติอย่างเต็มที่ หรือท่านที่อยากนอนพักแบบสบายๆก็มีดรงแรมและรีสอร์ท อีกหลายแห่ง ที่บรรยากาศดีและราคาไม่แพง การเที่ยวอัมวาเดินทางจากกรุงเทพ เพียงแค่ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งโดยทางรถยนต์ และถ้าจะให้ดีควรไปช่วงบ่ายซึ่งจะเป็น ช่วงเวลาที่ตลาดน้ำเริ่มมีของขายมาก

    อร่อยประจำถิ่น

    • จากทางแยกเลี้ยวเข้าตลาดน้ำ ให้ตรงข้ามไปแดงไป แล้วข้ามสะพานไปอีกประมาณ 500 เมตร สังเกตวัดลังกาทางขวามือ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยตรงข้ามวัด ปากซอยมีศาลารอรถโดยสาร ตรงเข้าไปประมาณ 500 เมตร ร้านจะอยู่ริมคลอง ตรงเชิงสะพานด้านซ้ายมือ เป็นร้านอาหารตามสั่ง ไม่มีชื่อร้าน อาหารเด็ดคือ ผัดกะเพรากุ้งกะต่อมที่ตกสดๆจากหน้าร้าน หมี่กรอบโบราณ ราดหน้าเส้นใหญ่ที่ผัดเส้นได้นิ่มมาก
    • ร้านเพื่อน อยู่ริมคลองในซอยวัดลังกา อาหารเด็ดคือ กุ้งแม่น้ำเผา กุ้งตัวเท่าแขน เป็นกุ้งที่ชาวบ้านตกสดๆแล้วมาขายให้ที่ร้าน ปลาสำลีแดดเดียว ยำถั่วพู

    รู้ก่อนเดินทาง

    • หิ่งห้อยมีมากในฤดูฝน ควรไปชมในคืนเดือนมืดหรือคืนข้างแรม และในวันที่น้ำขึ้น จะเห็นหิ่งห้อยชัดเจน
    • ตลาดน้ำอัมพวา เป็นตลาดน้ำยามเย็นแห่งเดียวในประเทศไทย มีเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เท่านั้น วันศุกร์ ตลาดจะเริ่มประมาณ 3 โมงเย็น ส่วนเสาร์ อาทิตย์ เริ่มตั้งแต่เที่ยงเป็นต้นไป
    Posted under Unseen in Thailand by ndesigns on Tuesday 26 May 2009 at 9:57 pm

    Next Page »