ขอพรองค์พระนอน ให้สมดังปราถนา วัดสะตือ พระนครศรีอยุธยา

วัดสะตือ พระนครศรีอยุธยา

เสียงครื้นเครงของแตรวง จากผู้มาบนบานศาลกล่าวขอพรจากวัดสะตือ มักดังกึกก้องอยู่สม่ำเสมอ นั่นเพราะความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระ ที่ชาวบ้านนิยมาขอพระเพื่อความสุขสมหวังในชีวิต

อาจไม่ค่อยคุ้นชื่อกันนักสำหรับวัดสะตือ อำเภอท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา เพราะวัดนี้แทบไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในแผนที่ท่องเที่ยว แต่สำหรับชาวบ้านเมืองกรุงเก่าแล้วเชื่อว่าทุกคนรู้จักวัดนี้เป็นอย่างดี เพราะชื่อเสียงอันโด่งดังขององค์พระนอน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ หรือ พระนอนใหญ่ ใครก็ได้มากราบนมัสการมักสมปราถนาตามสิ่งที่ฝัน

วัดสะตือเป็นวัดที่มีชื่อเสียงอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางไสยยาสน์ (พระนอน) ซึ่งมีความยาวที่สุดในประเทศไทย ซึ่งพระพุทธรูปนี้ สมเด็จพระพุธาจารย์โต ได้ดำริให้สร้างขึ้นเมื่อปี 2413 ความจริงแล้ววัดสะตือนี้ชื่อเดิมคือวัดท่างาม แต่มาเปลี่ยนแปลงภายหลังเป็นวัดสะตือ

พระนอนใหญ่องค์นี้ สมเด็จพระพุทธาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้ทรงสร้างไว้เป็นอนุสรณ์เมื่อปี พ.ศ.2413 ที่วัดสะตือ เดิมทีวัดนี้ชื่อว่า วัดท่างาม สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอุยธยา ภายหลังเปลี่ยนเป็นวัดสะตือ เพราะมีสะตือใหญ่ขึ้นอยู่ริมฝั่งน้ำตรงหน้าวัด สะตือจึงเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงสภาพแวดล้อมในอดีต ความร่มรื่นของวัด มักทำให้ผู้มาเยือนได้สงบจิตใจในคราวเดียวกัน นอกจากการเข้ามากราบนมัสการขอพรจากพระนอนใหญ่ และเมื่อใดที่มีผู้สมปราถนา คุณจะได้เห็นขบวนรำกลองยาวรอบองค์พระ อันเป็นภาพที่ชินตาในยามมาเยี่ยมเยือนวัดสะตือ แห่งนี้

วัดสะตือเป็นวัดเก่าแก่และมีชื่อเสียงไม่เพียงแค่ภายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเท่านั้น แต่ยังเป้นที่เลื่อมใสสักการะของชาวไทยพุธทั่วประเทศ ในแต่ละวันจะมีผู้ที่เดินทางมาสักการะพระนอนและหลวงพ่อโตเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันหยุด เสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ จนในปัจจุบันทำให้วัดสะตือมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าวัดอื่นๆในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

อร่อยประจำถิ่น

  • บริเวณวัดมีขนมไทยหลากหลายจำหน่าย แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือ ร้านทองม้วนสายทอง ซึ่งทำทองม้วนกันสดๆม้วนกันให้เห็น ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนเสียเหลือเกิน
  • ร้านกินลูกเดียว ร้านแบบชาวบ้านธรรมดา แต่อาหารอร่อย อาหารขึ้นชื่อ กุ้งเผาตัวโตๆ น้ำจิ้มรสเด็ด ส้มตำกุ้งสด เสิร์ฟพร้อมกับขนมจีนไข่ต้ม ปลาช่อนทอดราดสมุนไพร ผัดไทยไร้เส้น ไปทางท่าเรือ พอถึงทางแยกไปนครหลวงก็เลี้ยวขวาเข้าไปเรื่อยๆประมาณ 3 กิโลเมตร ร้านจะอยู่หัวมุมโค้งถนนทางขวามือ
  • ร้านลุงม้วน ถนนนครหลวง ท่าเรือ ตลาดใหม่เหนือวัดโตนด แนะนำปลาริมแม่น้ำ อร่อยทุกจาน

รู้ก่อนเดินทาง

  • ว่ากันว่าหากไปบนบานศาลกล่าวด้วยขนมจีนและไข่ต้มจะสมหวังดังใจนึก
Posted under Unseen in Thailand, ภาคกลาง by ndesigns on Monday 21 December 2009 at 2:15 am

งามล้ำปราสาทนครวัด ในเมืองกรุงเก่า วัดไชยวัฒนาราม พระนครศรีอยุธยา

วัดไชยวัฒนาราม พระนครศรีอยุธยา

หากพูดถึงจังหวัดที่มีวัดมากที่สุดในประเทศไทยทุกคนคงจะนึกถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นอันดับ
แรกเพราะ ไม่เพียงแต่มีจำนวนมากเท่านั้น แต่ในแต่ะวัดในจังหวัดพรุนครศรีอยุธยา ล้วนแต่มีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น วัดไชยวัฒนารามนับได้ว่าเป็นหนึ่งในวัด ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากที่สุดถึงแม้ว่าที่ตั้งของวัดนั้นจะอยู่นอกบริเวณเกาะพระนครศรีอยุทธยา เนื่องมากจากมีลักษณะทางสถาปัตกรรมที่คล้ายคลึงกับปราสามนครวัดของกัมพูชา จึงสันนิษฐานว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างขึ้น โดยจำลองแบบมาจากปราสามนครวัด เพื่อเป็น เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระราชมารดา และนอกจากนี้ยังเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือนครละแวกอีกด้วย ในปัจจุบันวัดชัยวัฒนารามอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมศิลปากรและได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี 2535

ไชยวัฒนาราม คือความอัศจรรย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ที่จำลองปราสาทนครวัดของเขมรมาไว้ใจกลางอู้ข้าวอู้น้ำของเมืองไทย

วัดไชยวัฒนาราม ยังคงมนต์เสน่ห์มานานนับร้อยปี วัดแห่งนี้นอกจากจะมีความงดงามที่เป็นภาพสะท้อนในแม่น้ำเจ้าพระยาอันอลังการแล้ว ยังมีความงดงามที่เหนือกาลเวลา ซึ่งได้แก่ สถาปัตยกรรมที่จำลองแบบมาจากนครวัด นับเป็นความอัศจรรย์ที่หาชมได้ยากในสมัยนั้น สิ่งที่น่าสนใจ ได้แก่ พระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุ เป็นปรางค์ประธานของวัด ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส ที่มุมฐานมีปรางค์ทิศประจำอยู่ทั้งสี่มุม ซึ่งเป็นการรื้อฟื้นศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น ที่นิยมสร้างปรางค์เป็นประธานของวัด เช่น การสร้างปรางค์ที่วัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะ โดยบนยอดปรางค์สันนิษฐานว่าเคยประดิษฐานพระเจดีย์ขนาดเล็ก สื่อถึงพระเจดีย์จุฬามณีบนยอดเขาพระสุเมรุ อันเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนที่เกิดในปีจอมักจะแวะมาสักการะบูชาเพื่อเป็นมงคลแก่ชีวิต

นอกจากพระปรางค์ที่ตั้งตระหง่านอย่างงามสง่า ท่ามกลางวันเวลาที่เคลื่อนคล้อย พระระเบียงรอบพระประธานก็มีความงามไม่แพ้กัน พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยที่เคยลงรักปิดทอง จำนวน 120 องค์ เสมือนกำแพงเขตศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องพุทธสถานแห่งนี้มายาวนาน

อร่อยประจำถิ่น

  • โรตีสายไหมเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงมานานของชาวจังหวัดอยุธยา นักท่องเที่ยวจะสามารถหาซื้อมาชิมได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นแป้งสีเขียวใบเตยผสมงา หรือสีขาวผสมถั่วเหลืองซีก ส่วนเส้นไหมก็มีให้เลือกหลากหลายเช่นกัน

รู้ก่อนเดินทาง

  • เพิ่มมนต์เสน่ห์เมืองเก่าด้วยการเช่าเหมาเรือหางยาวจากพระราชวังจันทรเกษมเพื่อล่องไปตาม
    ลำน้ำป่าสัก ผ่านวัดพนัญเชิงวรวิหาร วัดพุทไธศวรรย์ โบสถ์โปรตุเกส วัดกษัตราธิราชวรวิหาร เจดีย์พระศรีสุริโยทัย และวัดไชยวัฒนาราม ช่วงตั้งแต่ประมาณ 19.30
    21.00 น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถานอีกด้วย
Posted under Unseen in Thailand, ภาคกลาง by ndesigns on Monday 21 December 2009 at 1:57 am

ขอพรทวยเทพองค์งาม ดื่มด่ำพุทธศิลป์แบบจีน วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) นนทบุรี

วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2) นนทบุรี

ความใหญ่โตโอฬารดุจพระราชวังปักกิ่ง สะดุดทุกสายตาให้ไม่อาจมองผ่านวัดแห่งนี้ ทุกรายละเอียดล้วนสะท้อนศิลป์งดงามตามแบบจีนแท้ ทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานองค์เทพสำคัญของมหายานไว้มากมาย

วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ วัดสาขาของวัดเล่งเน่ยยี่ ที่ใครๆ พากันเรียกว่า วัดเล่งเน่ยยี่ 2 นั้น ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 12 ปี เพื่อให้พุทธศิลป์แบบจีนอันตระการตานั้นอลังการในทุกมุมมอง จุดเด่นที่คุณควรเยี่ยมชม ก็คือ สถาปัตยกรรมที่ละม้ายคล้ายพระราชวังปักกิ่ง เพราะที่นี่สร้างขึ้นตามแบบพุทธศิลป์ในราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง เช่นเดียวกับพระราชวังปักกิ่งอันเลื่องชื่อ วิหารจัดวางแบบวัดหลวง มีวิหารจตุโลกบาลเป็นวิหารแรก น่าตื่นตากับภายในเป็นที่ตั้งของพระศรีอริยเมตไตรย์ซึ่งอยู่ตรงกลาง บริเวณสี่มุมของวิหารเป็นที่ตั้งของท้าวจตุโลกบาล

ถัดมาคือพระอุโบสถที่ตั้งของพระประธาน 3 องค์ ได้แก่ พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พระอมิตาพุทธเจ้า และพระไภษ์ชยคุรุไวฑูรย์พุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าในอดีต

มีภาพพระโพธิสัตว์ และเทพเจ้าแกะสลักอยู่รอบพระอุโบสถ หลังพระอุโบสถเป็นที่ตั้งของวิหารสุขาวดีหมื่นพุทธ หรือ บ่วงฮุกโต่ย ภายในวิหารแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานองค์พระอมิตาภพุทธเจ้า พระอวโลกิเตศวร และ พระมหาสถามปราบต์โพธิสัตว์ สำหรับผู้เลื่อมใสในพุทธมหายานแล้ว วิหารหลังนี้ก็เหมาะจะมาสงบจิตสงบใจยิ่งนัก

วัดเล่งเน่ยยี่นับว่าเป็นพุทธสถานในรูปแบบจีที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆของเมืองไทย ไม่เพียงแต่เฉพาะชาวพุทธไทยจีนที่จะเข้ามาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธ์เท่านั้น
หากแต่ยังมีค่าในเชิงสถาปัตยกรรมเป็นอย่ามากเพราะการก่อสร้างในแต่ละจุดนั้นจะเน้นความอลังการ
และวิจตรงดงามในทุกจุดของสิ่งก่อสร้าง เช่นการใช้เครื่องประดับตกแต่งอาคาร และการใช้สีต่างๆ วัดเล่งเน่ยยี่ 2 นี้แต่เดิมเป็นเพียงโรงเจที่ตั้งอยู่ในเขต
ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ตำบลโสนลอย อำเภอบางบัวทอง และเมื่อทางท่านเจ้าอาวาสวัดเล่งเน่ยยี่แห่งแรกมาพบจึงมีดำริให้สร้างขึ้นเป็นวัดเล่งเน่ยยี่ 2 อย่างสมบูรณ์บนเนื้อที่ 12 ไร่ และใช้เวลาสร้างรวมทั้งหมด 12 ปี

อร่อยประจำถิ่น

  • เนื่องจากวัดนี้ตั้งอยู่ย่านชุมชนตลอดบางบัวทอง จึงมีของกินอร่อยๆมากมาย ทั้งก๋วยเตี๋ยวเนื้อร้านโสโอชารสเด็ด ขนมจีนบ้านคุณย่าเสริ์ฟขนมจีนเส้นสด และตกเย็นยังมีตลาดกลางคืนที่เต็มไปด้วยอาหารนานชนิดมาให้เลือกสรร

รู้ก่อนเดินทาง

  • เปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์- ศุกร์ 08.00 17.00 น. ส่วนเสาร์ อาทิตย์ เปิดถึง 18.00 น.
  • ขับรถไปใช้เส้นทางบางบัวทอง ขึ้นสะพานพระนั่งเกล้าฯ เข้าถนนรัตนาธิเบศร์ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนกาญนาภิเษก แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนบางกรวย ไทรน้อย ประมาณ 4 กิโลเมตร จะเห็นป้ายบอกทางเข้าวัด โทร. 02 571 1155
Posted under Unseen in Thailand, ภาคกลาง by ndesigns on Monday 21 December 2009 at 1:50 am

ขอบารมีหลวงพ่อ ส่งผลให้ค้าขายร่ำรวย วัดสัตหีบ (วัดหลวงพ่ออี๋) ชลบุรี

วัดสัตหีบ (วัดหลวงพ่ออี๋) ชลบุรี

ความแก่กล้าในวิชาบริกรรมคาถา ของหลวงพ่ออี๋ เป็นที่กล่าวขาน จึงมีการจัดทำวัตถุมงคลต่างๆ แจกจ่ายเป็นขวัญและกำลังใจให้ผู้คนจำนวนมาก แพร่หลายมากที่สุดก็คือ ปลัดขิก ที่เชื่อกันว่าพกติดตัวไว้ค้าขายจะร่ำรวย

ในบรรยากาศสบายๆ ของชายทะเลอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มุมหนึ่งกลับมีผู้คนหลั่งไหลมาพร้อมกับหอบศรัทธาอันแรงกล้าเพื่อมากราบนมัสการหลวงพ่ออี๋ หรือพระครูวรเวทมุนี แม้วันนี้ท่านล่วงลับไปแล้ว แต่ผู้คนยังคงศรัทธาในความเก่งกาจของพระเกจิอาจารย์รูปนี้กันอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะวัตถุมงคลอย่างปลัดขิกนั้น เชื่อกันว่าหากใครพกปลัดขิกของหลวงพ่ออี๋ติดตัวไว้ จะส่งผลให้ผู้นั้นทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง

เหตุนี้เองวัดสัตหีบหรือวัดหลวงพ่ออี๋ จึงเป็นวัดที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดชลบุรี เมื่อสมัยท่านมีชีวิตอยู่ หลวงพ่ออี๋ได้สร้างวัดนี้ขึ้นในปี พ.ศ.2442 สมัยรัชกาลที่ 5 เล่ากันว่า หลวงพ่ออี๋เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากรรมฐานและบริกรรมคาถา ท่านจึงได้ทำวัตถุมงคลแจกจ่ายประชาชนจำนวนมาก เช่น ผ้ายันต์ ผ้าพันหมวก ให้ทหารเรือติดตัวไว้ นิยมมากที่สุดก็คือ ปลัดขิก ที่บรรดาพ่อค้าแม่ขายพากันพกติดตัวไว้เพราะเชื่อว่าอานุภาพและความศักดิ์สิทธิ์จะทำให้ทำมาค้า
ขายร่ำรวย เงินทองไหลมาเทมา ทุกวันนี้ผู้คนจากทุกสารทิศยังคงพากันมาปิดทอง สักการะหลวงพ่ออี๋ที่วัดนี้กันไม่ขาดสาย

วัดสัตหีบ นั้นมักจะเป็นชื่อที่ไม่ค่อยมีใครทราบว่าหมายถึงวัดหลวงพ่ออี๋ แต่ถ้าหากพูดว่าวัดหลวงพ่ออี๋ทุกคนในจังหวัดจะทราบทันทีว่าหมายถึงวัดใดทั้งนี้ก็เพราะวัดนี้ถูก
สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยดำริของหลวงพ่ออี๋หรือพระครูวรเวทมุนี ซึ่งมีความรู้ทางด้าน วิปัสสนา และยังเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความเมตตาต่อชาวบ้านและชอบช่วยเหลือชาวบ้าน
อยู่เสมอ ชาวบ้านจึงรักและเคารพเลื่อมใสในตัวของหลวงพ่ออี๋เป็นอันมาก ครั้นพอหลวงพ่ออี๋มรณภาพ ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันสร้างรูปปั้นหลวงพ่ออี๋ขนาดเท่าตัวจริง และนำมาประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถจนถึงปัจจุบัน

อร่อยประจำถิ่น

  • สัตหีบเป็นอำเภอที่มีของทะเลขึ้นชื่อมากมายทั้งสดและแห้ง ในตรอกเล็กๆใกล้วัดหลวงพ่ออี๋มีร้านขาย จันลอน ทอดมันย่างเจ้าเดิม หรือแวะชิมก๋วยเตี๋ยวปลาเจ้าเก่าของสัตหีบ และอย่าลืมซื้อของทะเลแห้งกลับบ้านที่ร้านเจ๊ติ๊ดซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน

รู้ก่อนเดินทาง

  • วัดสัตหีบเปิดให้สักการะหลวงพ่ออี๋ทุกวัน ตั้งแต่ 8.00 16.00 น.
  • จะมีการจัดงานประจำปีที่วัด 3 ครั้ง คือ ช่วงก่อนวันตรุษจีน ช่วง 1 9 พฤษภาคม และวันมรณภาพของหลวงพ่ออี๋ ตรงกับแรม 1 ค่ำเดือน 10
Posted under ภาคตะวันออก by ndesigns on Thursday 3 September 2009 at 10:59 pm

หากมีรักที่มั่นคง เจ้าแม่จะอวยพรให้รักแท้นั้นสมหวัง เจ้าแม่เขาสามมุข ชลบุรี

เจ้าแม่เขาสามมุข ชลบุรี

หากเดินทางมาพักผ่อนในย่านบางแสน หลายคนมักเดินทางมาสักการะศาลเจ้าแม่สามมุข ที่สถิตย์อยู่ริมเชิงผา ของตำบลอ่างศิลาอันเป็นที่นับถือของชาวบ้านในจังหวัดชลบุรี

เพื่อยืนยันในคำมั่นสัญญาว่าจะอุทิศชีวิตให้ หากรักนั้นไม่สมหวัง และเมื่อความรักของคนทั้งสองถูกกีดกัน สาวมุข สาวผู้ยากจนหลานสาวยายเฒ่า กับหนุ่มแสน ลูกชายกำนันผู้ร่ำรวย ทั้งสองจึงพลีชีพด้วยการกระโดดหน้าผาและตายตกไปตามกัน ชาวบ้านจึงตั้งชื่อหน้าผาว่า สามมุข และตั้งชื่อชายหาดริมทะเลที่อยู่เบื้องล่างว่า บางแสน เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งรักแท้ของคนทั้งสองคน และได้มีการสร้างศาลเจ้าแม่สามมุข ขึ้นที่บริเวณเชิงผา

เจ้าแม่สามมุข นอกจากจะเป็นที่เคารพนับถือของชาวประมง ที่จะมาจุดประทัดถวายทุกครั้งก่อนออกเรือ เพื่อขอให้เดินทางปลอดภัย และจับปลาได้เป็นจำนวนมากแล้ว ด้วยตำนานรักที่เป็นอมตะจึงเกิดเป็นความเชื่อของหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันที่ว่า หากใครนำว่าวที่เขียนชื่อตนเองกับคนรักมาถวายเจ้าแม่จะอวยพรให้รักนั้นสมหวัง สามารถฝ่าฟันอุปสรรคทั้งปวงให้ผ่านไปได้ในที่สุด

ต่อมาได้มีการถวายศาลหลังใหม่ทรงจีนไม่ไกลจากที่เดิม ภายในศาลเจ้าแม่มีหลายชั้น เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางต่างๆหลายองค์ ทั้งพระโพธิสัตว์ องค์อรหันต์จี้กง และพระสังกัจจายน์ ชั้นบนสุดมีเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ สวยงามมาก

ในปัจจุบันศาลเจ้าแม่เขาสามมุขเป็นที่รู้จักและเคารพสักการะทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวจีน
เพราะเป็นที่ประดิษฐานของรูปเจ้าแม่กวนอิม โดยยังเป็นสาถนที่ที่นักท่องเที่ยวแทบจะทุกคน ที่เดินทางไปยังจังหวัดชลบุรีจะต้องแวะนมัสการเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและการเดินทาง นอกจากนี้หากท่านใดศึกษาตำนานความเป็นมาของเจ้าแม่เขาสามมุขซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ
ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาที่บริเวณละแวกอ่างหิน หรือตำบลอ่างศิลาในปัจจุบัน ซึ่งเป็นตำนานรักระหว่างชายหนุ่มชื่อแสน และหญิงสาวชื่อสามมุขที่ไม่สมหวังในความรัก ซึ่งชื่อของบางแสน ก็เชื่อกันว่ามาจากชื่อของนายแสนนี้เอง และนี่ก็คือสิ่งที่เป็นตำนาน เกี่ยวกับความรักและความผูกพันซึ่งก็เป็นอีกวัตถุประสงค์หนึ่งของผู้เดินทางที่มากราบไว้
ขอพรเพื่อให้พบแต่สิ่งดีดีในชีวิต

อร่อยประจำถิ่น

  • ร้านอาหารทะเลที่ถนนรอบเขาสามมุข มีหลายร้าน ที่รู้จักกันดีคือ วังมุข อาหารทะเลทุกชนิด โทร. 038 748 217 8, 038 191 818 20 หรือ ทิพย์ประมง โทร. 038 383 358 แต่ถ้าชอบอาหารไทย ต้องร้านดีพร้อม ร้านเก่าแก่ที่ถนนเลียบชายหาด โทร. 038 381 622

รู้ก่อนเดินทาง

  • ผู้ที่มาไหว้เจ้าแม่กวนอิม จะซื้อสร้อยมุขเส้นละ 30 บาท ที่วางไว้ให้บริจาค เพื่อถวายเจ้าแม่
Posted under ภาคตะวันออก by ndesigns on Thursday 3 September 2009 at 10:49 pm

บูชาหลวงพ่อโสธร ขอพรให้ได้ลูกชาย วัดโสธรวรารามวรวิหาร ฉะเชิงเทรา

วัดโสธรวรารามวรวิหาร ฉะเชิงเทรา

วัดโสธรวรารามวรวิหาร เมืองแปดริ้ว คลาคล่ำไปด้วยสาธุชน ที่มาขอบารมีหลวงพ่อโสธรให้ชีวิตมีความสุขสมหวัง แต่หลายคนมาด้วยความหวัง… ว่าจะขอพรให้ได้ลูกชายไว้สืบสกุล

แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแล้วก็ตาม ตำนานที่เล่าขานถึงเรื่องความอัศจรรย์ของพระพุทธรูปที่ลอยน้ำมา ยังเป็นที่โจษขานกัน จากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง อีกทั้งความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธโสธรอันเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญองค์หนึ่งของเมือง
ไทยนั้น ยังเป็นที่เลื่อมใสในหมู่ชาวพุทธ จึงทำให้วัดโสธรวรารามวรวิหารแน่นขนัดไปด้วย ผู้คนที่เดินทางมานมัสการขอพรจากทุกสารทิศ ที่เชื่อกันว่าถ้าได้สักการะองค์หลวงพ่อ แล้วจะมีแต่ความสุข ความเจริญ นอกจากนี้ยังเป็นที่ทราบกันในหมู่ผู้ที่มีบุตรยากทั้งหลายว่า หากได้มากราบขอบุตรชายจากองค์หลวงพ่อโสธรแล้วมักจะสมหวังกันทุกรายไป

ปัจจุบันหากกล่าวถึงวันเก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุดของจังหวัดฉะเชิงเทรา ก็คงจะหนีไม่พ้นวัดโสธรวรารามวรวิหารซึ่งเป็นวัดที่ประดิษฐานของ หลวงพ่อพุทธโสธร ซึ่งถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดฉะเชิงเทรา วัดโสธรวรารามวรวิหาร มีความโดดเด่นไม่เพียงเฉพาะเป็นที่ประดิษฐานของสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเท่านั้น หากยังมีความวิจิตรอลังการในเชิงสถาปัตยกรรมซึ่งมีความสวยงามมากที่สุดใน
จังหวัดฉะเชิงเทราวัดนี้ถูกสร้างขึ้นโดยสมเด็จพระนารายณ์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างขึ้น
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย และในปัจจุบันได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าให้เป็น เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดวรวิหาร และมีผู้คนเดินทางไปเยี่ยมชมและ สักการะหลวงพ่อโสธร กันอย่างล้นหลาม เป็นประจำแต่ละปี

ปัจจุบันการเดินทางมาที่ วัดโสธรวรารามวรวิหาร นั้นทำได้สะดวก และนอกจากจะได้มากราบหลวงพ่อโสธรเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว ยังมีโอกาสได้ชมพระอุโบสถหลังใหม่ที่ยิ่งใหญ่ งดงาม ริมแม่น้ำบางปะกง ซึ่งได้รับการออกแบบตกแต่งอย่างวิจิตร ด้วยรูปแบบศิลปะในรัชกาลที่ 9 โดยผนังบุหินอ่อนจากอิตาลี ส่วนบนเพดานนั้นประดับตกแต่งเป็นเรื่องราวของจักรวาล ประกอบกับงานจิตรกรรมที่สวยงาม นอกจากนี้ยอดพระอุโบสถหลังนี้ยังประดับด้วยฉัตรทองคำงามสง่า ให้เป็นพุทธสถานเพื่อให้ประชาชนได้มาเคารพสักการะองค์หลวงพ่อโสธรสืบไป

อร่อยประจำถิ่น

  • ว่ากันว่าขนมเปี๊ยะที่ฉะเชิงเทรานั้นแสนอร่อย ใครที่ชื่นชอบขนมเปี๊ยะต้องไม่พลาด โดยเฉพาะขนมเปี๊ยะสูตรโบราณไส้ต่างๆ จากร้าน อึ๋งมุ่ยเส็ง ที่เปิดมานานกว่า80ปี โทร. 038 541 165

รู้ก่อนเดินทาง

  • ผู้ที่ได้ลูกชายสมหวังดังใจอธิษฐาน มักจะถวายละครชาตรี หรือบูชาองค์หลวงพ่อด้วยไข่ต้ม ผลไม้ และ พวงมาลัย
  • ในส่วนพระอุโบสถหลังใหม่ เปิดให้เข้าสักการะได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 16.00 น. และควรแต่งกายสุภาพ
Posted under ภาคกลาง by ndesigns on Thursday 3 September 2009 at 10:41 pm

ไหว้หลักเมือง ขอพรชัยให้ชีวิต มีหลักมั่นคง ศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร

ศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร

เดินทางย้อนรอยมาถึงใจกลางแห่งกรุงเทพมหานคร แวะกราบพระหลักเมืองอันเป็นหลักชัยให้พระนคร ขอพรให้ชีวิตนั้นมีแต่ความมั่นคง เสริมดวงชะตา ตัดเคราะห์ ต่อบารมี

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดให้มีพระราชพิธีฝังเสาหลักเมืองขึ้น ภายหลังจากที่ได้สถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นราชธานี ตามโบราณราชประเพณี เพื่อความเป็นสิริมงคลและความเป็นปึกแผ่นของแผ่นดิน นับจากนั้นมา ศาลหลักเมืองก็เป็นที่เคารพสักการะอย่างไม่เสื่อมคลาย ในฐานะที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นหลักความมั่นคงของพระนคร และเป็นที่พึ่งทางใจของชาวไทยทุกคน

นอกจากประชาชนทั่วไปที่มาสักการะศาลหลักเมือง เพื่อขอพรให้บ้านเมืองมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขแล้ว ยังมีความเชื่อที่เล่าสืบกันมาว่า หากผู้ใดมาไหว้พระหลักเมืองนั้น จะช่วยเสริมหลักฐานความมั่นคงให้กับชีวิต ฃ่วยตัดเคราะห์ ต่อดวงชะตา เสริมอำนาจบารมีให้มีแต่ความเจิรญรุ่งเรืองอีกด้วย

หากมีโอกาสมาไหว้พระหลักเมืองแล้ว ควรจะเข้าไปสักการะเทวดาสำคัญ ผู้รักษาพระนครทั้งห้าที่ประดิษฐานอยู่ในหอเทพารักษืด้วย คือ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรเจ้าพ่อเจตคุปต์ และเจ้าพ่อหอกลอง เพื่อขอบารมีให้ท่านช่วยปกปักรักษา เพื่อความเป็นสิริมงคลแห่งชีวิต

ถึงแม้ว่าในแต่ละจังหวัดจะมีศาสหลักเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเพื่อเป็นสิริมงคงแก่ผู้คน
ในจังหวัดแต่สำหรับศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครไม่ใช้เป็นเพียงแค่สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของ
จังหวัดกรุงเทพมหานครเท่านั้นแต่หากยังถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุณบ้านคู่เมืองของประเทศไทยอีกแห่ง
หนึ่งเลยทีเดียว ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากว่าศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครโดย พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นศุนย์รวมจิตใจ
ของประชาชนเพื่อครั้งทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี และนอกจากนี้ ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครยังได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าในการดุแลบำรุงรักษาจากอีกหลาย
รัชกาลในเวลาต่อมา ซึ่งล่าสุดเมื่อ พศ 2525 เมื่อครั้งฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ซึ่งได้มีการบูรณปฎิสังขรณ์ศาลหลักเมืองครั้งใหญ่จนสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ซึ่งนับว่าเป็นศุนย์รวมจิตใจของชาวไทยทั้งขาติอย่างแท้จริง

อร่อยประจำถิ่น

  • บริเวณท่าช้าง และท่าพระจันทร์ มีร้านอาหาร และขนมต่างๆมากมาย ให้เลือกรับประทานยามเมื่อท้องหิว หรือจะข้ามเรือไปยังท่าเรือศิริราชก็มีอาหารให้เลือกละลานตาไม่แพ้กัน

รู้ก่อนเดินทาง

  • ในบริเวณศาลหลักเมืองมี พระเสี่ยงทาย ให้ตั้งจิตอธิษฐานถามถึงสิ่งที่ปราถนา การยกพระเสี่ยงทายนั้นต้องทำสองครั้ง ครั้งแรกขอให้ยกขึ้น ส่วนครั้งที่สองขอให้ยกไม่ขึ้น หากเป็นดังนั้นเชื่อว่าจะสมหวังในสิ่งที่ต้องการ
Reblog this post [with Zemanta]
Posted under ภาคกลาง by ndesigns on Thursday 3 September 2009 at 10:25 pm

ขอพรให้มิตรภาพ และความรักนั้นเป็นนิรันดร์ พระธาตุศรีสองรัก เลย

พระธาตุศรีสองรัก เลย

สุดแดนแห่งจังหวัดเลย คือพระธาตุศรีสองรัก ที่เป็นพยานแห่งสัจจะไมตรีของสองอาณาจักรใครได้มาไหว้พระธาตุศรีสองรักนี้ เชื่อว่าความรักและสัมพันธภาพนั้นจะมั่นคงสืบไป

เลยเป็นจังหวัดทางภาคอีสานตอนเหนือ มีภูมิประเทศที่งดงามด้วยเทือกภูที่สลับซับซ้อน ประกอบกับภูมิกาอาศที่แสนสบาย ชวนให้ดินแดนแห่งนี้มีเสน่ห์ดึงดูดให้ผู้มาเยือนอยู่เสมอ ที่นี่ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุศรีสองรักอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพบูชาของทั้งชาวไทยและชาวลาวมานานกว่าสี่ศตวรรษ

พระธาตุศรีสองรัก ตั้งอยู่ที่อำเภอด่านซ้าย เป็นพระธาตุก่ออิฐถือปูนสีขาวสร้างขึ้นด้วยศิลปะแบบล้านช้าง ตามตำนานกล่าวว่า… ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานแห่งสัจจะไมตรี และเครื่องหมายแห่งมิตรภาพระหว่างสองอาณาจักร โดยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์แห่งอาณาจักรอยุธยา และพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต ซึ่งได้ร่วมกันสร้างพระธาตุและตั้งสัตยาธิษฐานไว้ว่าจะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และไม่ล่วงล้ำดินแดนซึ่งกันและกันตลอดไป

พี่น้องชาวไทยและชาวลาวต่างเชื่อกันว่า หากผู้ใดได้มากราบไหว้ พระธาตุศรีสองรัก และขอพรในด้านที่เกี่ยวกับความรักและมิตรภาพนั้นจะได้พบกับความสมหวัง และมีสัมพันธภาพที่ยั่งยืน ดังนั้นเราจึงได้พบเห็น หนุ่มสาว หรือ เพื่อนฝูง ที่พากันมานมัสการพระธาตุศรสองรัก ไม่เว้นแต่ละวัน ด้วยจิตที่มุ่งมั่นขอรพให้ความรักและมิตรภาพนั้นอยู่ชั่วนิรันดร์

ในปัจจุบันพระธาตุศรีสองรักเปรียบเสมือนสัญญลักษณ์แห่งมิตรภาพที่ชาวพุทธและนักท่องเที่ยว
ยึดถือและเดินทางไปสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตในทุกครั้งที่มีโอกาสเดินทางไปเยือน
จังหวัดเลยทั้งนี้ก็เนื่องมาจากพระธาตุแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงมิตรภาพระหว่างอาณาจักรกรุง
ศรีอยุธยา
และอาณาจักรเวียงจันท์ในสมัยก่อน อีกทั้งยังเป็นเรื่องหมายแบ่งเขตแดนของ
ทั้งสองอาณาจักรอีกด้วยพระธาตุแห่งนี้จึงถือเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญต่อทั้งสองประเทศ
สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน พระธาตุแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากจังหวัดเลยไปทางทิศตะวันตกประมาณ 83 กิโลเมตรซึ่งประดิษฐานอยู่ในวัดพระธาตุศรีสองรักและเป็นวัดที่ไม่มี
พระภิกษุจำพรรษาอยู่

อร่อยประจำถิ่น

  • ที่อำเภอด่านซ้าย มีน้ำพริกแจ่วดำน้ำผักสะทอน เป็นอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อ และเป็นของฝากที่หาทานได้ยากมีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านนาดี อำเภอด่านซ้ายร่วมกันผลิตจำหน่าย สนใจหาซื้อได้ที่ร้าน OTOP ในจังหวัดเลย

รู้ก่อนเดินทาง

  • มีความเชื่อว่าหากนำต้นผึ้งไปขอพรพระธาตุศรีสองรักแล้วจะสมความมุ่งมาดปราถนา แต่ควรงดสักการะด้วยดอกไม้ และของบูชาสีแดง รวมทั้งงดใส่เสื้อสีแดงไปบูชาพระธาตุ เพราะถือเป็นสีแห่งเลือดและความรุนแรง
Posted under ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ by ndesigns on Thursday 3 September 2009 at 10:15 pm

มงคลแห่งชีวิต สักการะองค์พระธาตุ ที่ผุดขึ้นจากเนินดิน พระธาตุนาดูน มหาสารคาม

พระธาตุนาดูน มหาสารคาม

นมัสการองค์พระบรมสารีริกธาตุ ที่เคยสาบสูญแห่บ้านนาดูน ซึ่งถูกพบจากเนินดินพร้อมกับเรื่องราวความสำคัญของถื่นพุทธมณฑลอีสานแห่งมหาสารคาม

ในภาคอีสานอันกว้างใหญ่นั้นมีพระธาตุสำคัญหลายองค์ อันเป็นเครื่องแสดงถึงความรุ่งเรืองและความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในพื้นที่ที่ไม่เคยเสื่อมคลายมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยในจังหวัดมหาสารคามนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุสำคัญองค์หนึ่ง คือ พระธาตุนาดูน อันเป็นที่เคารพศรัทธาอย่างสูง ซึ่งชาวอีสานเชื่อกันว่าใครได้มาสักการะบูชา พระธาตุนาดูน สักครั้งหนึ่งแล้วนั้น จะถือว่าเป็นมงคลสูงสุดแห่งชีวิต

กล่าวกันว่าพระบรมสารีริกธาตุศักดิ์สิทธิ์ ได้ถูกค้นพบขึ้นจากเนินดินในซากโบราณสถานร้าง กลางทุ่งนาแห่งบ้านนาดูน เป็นที่มาของการสร้างพระธาตุนาดูน ที่สวยงามอลังการขึ้นไว้เพื่อประดิษฐานและเป็นที่สักการะบูชาสืบไป โดยหลักฐานการค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ และโบราณวัตถุแห่งจัมปาศรีซึ่งเป็นนครโบราณสมัยทวาราวดีนั้น แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองและความเป็นศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนาที่สำคัญของพื้นที่แห่งนี้ในอดีต

นอกจากคุณจะได้อิ่มบุญไปกับการไหว้พระธาตุนาดูนสีขาว สูงสง่ามองเห็นได้แต่ไกลแล้ว พื้นที่โล่งโดยรอบนั้นยังจัดเป็นสัดส่วนที่สวยงามมองแล้วสบายตา มีสายลมพัดเย็นๆที่ช่วยให้จิตใจสลบและผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว

จากการพิสุจน์หลักฐานทางโบราณคดี เชื่อกันว่าพระธาตุองค์นี้มีอายุอยู่ในราว 1,300 ปี และในปัจจุบันมีความสำคัญเป็นลำดับต้นๆในหมู่พระธาตุทั้งหมดในภาคอีสาน ในปัจจุบันพระธาตุนาดูนนอกจากจะเป็นถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเคารพสักการะของพุทธศาสนิกชน
นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปจังหวัดมหาสารคามแล้ว บริเวณรอบพราตุยังถูกจัดให้เป็น พิพิธภัณฑ์ทางศานนาและวัฒนธรรม สวนรุกชาติ และ สวนสมุนไพร ซึ่งตกแต่งให้เป็น สถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาอีกด้วย จากรูปทรงจะสังเกตุเห็นได้ว่าพระธาตุมีลักษณะองค์ ที่แตกต่างออกไปจากพระธาตุองคือื่นๆในภาคอีสาน ทั้งนี้เป็นเพราะพระธาตุนาดูน ถูกจำลองแบบมาจากสถูปสำริดที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งมีฐานประยุกต์แบบศิลปทวาราวดี
จึงทำให้มีลักษณะแต่งต่างจากพระธาตุองค์อื่นๆ

อร่อยประจำถิ่น

  • มาเยือนมหาสารคามทั้งทีควรหาโอกาสลิ้งลอง หม่ำ หรือ ไส้กรอกอีสานรสเด็ด ที่มีทั้งที่ทำจากเนื้อหมูและเนื้อวัว ซึ่งมีขายอยู่ทั่วไป หากติดใจซื้อฝากคนที่บ้านก็ได้ เพราะสามารถเก็บไว้รับประทานได้หลายวัน

รู้ก่อนเดินทาง

  • ในบริเวณพระธาตุนาดูนนั้นมีศูนย์พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมจัมปาศรีซึ่งเก็บรักษาศิลปวัตถุที่ ่ขุดค้นพบในพื้นที่ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่น่าเข้าชม สำหรับผู้ที่ต้องการเติม ความรู้ไปควบคู่กับการเติมบุญในคราวเดียวกัน
Posted under ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ by ndesigns on Thursday 3 September 2009 at 9:57 pm

ดื่มน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ผุดขึ้นเองจากยอดพระโมฬีของพระอุ่นเมือง วัดน้ำฮู แม่ฮ่องสอน

วัดน้ำฮู แม่ฮ่องสอน

เพลินไปกับเส้นทางพันโค้ง ผ่านหุบเขาที่งดงาม แวะกราบพระอุ่นเมืองให้อุ่นใจ ไหว้พระนางสุพรรณกลัยาที่วัดน้ำฮู แล้วค่อยๆเริ่มต้นสำรวจเมืองเล็กๆ กลางหุบเขาที่อยู่ในใจของใครหลายคน

ปายเป็นเมืองเล็กๆ ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ถือเป็นจุดหมายแห่งการท่องเที่ยวที่ใครๆก็อดที่จะกล่าวถึงไม่ได้ ด้วยความมีมนต์เสน่ห์ของภูมิประเทศ ชุมชน และวัฒนธรรม ที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืนเส้นทางที่คดโค้งที่เคยเป็นอุปสรรคการเดินทางในอดีตกลับกลาย
เป็นสิ่งดึงดูด ให้หลายคนอยากที่จะเอาชนะและหาโอกาสเดินทาง มาเยือนสักครั้ง

ในทุกวันนี้หากพูดถึงอำเภอปายสามารถกล่าวได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จังอำเภอนี้เพราะเป็นสถานที่ที่มีชื่อ
เสียงที่โด่งดังไปทั่วโลกในปัจจุบัน และไม่เพียงความงามทางธรรมชาติและวิธีชีวิตของชาว อำเภอปายเท่านั้นที่เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ วัดน้ำฮูก็เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวที่มาอำเภอปายแทบจะทุกคนต้องมาแวะเยี่ยมชมและนมัสการเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง เพราะวัดน้ำฮูเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่ออุ่นเมืองซึ่งถือเป็นพระพทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาว
อำเภอปาย ซึ่งเป็นพระพทธรูปสมัยเชียงแสนที่มีอายุกว่า 500 ปีและมีความพิเศษคือ พระเศียรสามารถ เปิดได้และจะมีน้ำบรรจุอยู่ภายในตลอดเวลาซึ่งเชื่อกันว่า เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์

ห่างจากเมืองปายไปเพียง 3 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของวัดน้ำฮูู ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวท้องถิ่นมาเนิ่นนาน เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่ออุ่นเมือง พระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยศิลปะล้านนา แบบสิงห์สาม ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองปายมาช้านาน มีเรื่องน่าอัศจรรย์ใจที่ว่าภายในพระโมฬีที่เปิดได้ของหลวงพ่ออุ่นเมืองนั้น มีน้ำซึมขังอยู่ถายในอย่างไม่เคยเหือดแห้ง ชาวเมืองปายถือว่าเป็นน้ำมนต์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างสูง ถ้าใครได้ดื่มกินหรือนำมาประพรมร่างกายแล้ว จะมีแต่ความเป็นสวัสดิมงคลแก่ชีวิต ช่วยปัดเป่า เภทภัยและความเจ็บไข้ให้มลายสิ้นไป

ตามประวัติกล่าวกันว่าหลวงพ่ออุ่นเมืองนั้นสร้างขึ้นโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อเป็นพระราชกุศลถวายพระพี่นางสุพรรณกัลยา โดยภายในวัดยังมีเจดีย์อนุสรณ์สถานพระนางสุพรรณกัลยาอยู่ด้านหลังโบสถ์ รวมทั้งมีพระบรมรูปของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ และพระนางสุพรรณกัลยา ประดิษฐานที่ศาลากลางน้ำให้ประชาชนได้ถวายสักการะเป็นสิริมงคลอีกด้วย

อร่อยประจำถิ่น

  • ร้านอาหารน้องเบียร์ที่เมืองปายมีอาหารพื้นเมืองหลากหลายที่น่าลิ้มลอง ไม่ว่าจะเป็นข้าวซอย ขนมจีนน้ำเงี้ยว แกงฮังเล แกงโฮะรสเด็ด หรือว่าหมูสเต๊ะนุ่มๆ น่ารับประทาน

รู้ก่อนเดินทาง

  • สามารถเข้าไปนมัสการพระอุ่นเมื่องได้ทุกวัน แต่ไม่อนุญาตให้เปิดพระโมฬีหลวงพ่ออุ่นเมือง เพื่อความเหมาะสม แต่ทางวัดได้เตรียมน้ำมนต์และบรรจุขวดสำหรับผู้ที่ต้องการนำกลับไปบูชาแล้ว
Posted under ภาคเหนือ by ndesigns on Thursday 3 September 2009 at 9:43 pm

Next Page »